ชี้เศรษฐกิจอังกฤษอยู่ในภาวะถดถอยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1991
เอเอฟพี – ข้อมูลอย่างเป็นทางการ ชี้ เศรษฐกิจของอังกฤษกำลังอยู่ในภาวะถดถอยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา หลังจากเศรษฐกิจใน 2 ไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว หดตัว สืบเนื่องมาจากวิกฤตการเงินที่ระบาดไปทั่วโลก
สำนักงานสถิติแห่งชาติ (โอเอ็นเอส) เผยว่า ดัชนีมวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี หดตัวลง 1.5% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2008 เมื่อเทียบกับช่วง 3 เดือนก่อนหน้านั้น ที่ลดลง 0.6% เช่นกัน
ทั้งนี้ การนิยามภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจตามหลักเทคนิคโดยทั่วไป คือ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ติดลบติดกัน 2 ไตรมาส ซึ่งตัวเลขไตรมาสสุดท้ายของปี 2008 แสดงให้เห็นว่า จีดีพีของอังกฤษตกลงครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ปี 1980
ก่อนหน้าที่จะมีการประกาศนี้ นายกรัฐมนตรี กอร์ดอน บราวน์ ได้ออกมาบอกว่า เขาใช้อาวุธทุกอย่างในการจัดการ เพื่อต่อสู้กับวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเน้นว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการรับมือวิกฤตนี้ แต่ชี้ว่า บริบทในเหตุการณ์ปัจจุบันแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับภาวะถดถอย ที่เกิดขึ้นในอังกฤษก่อนหน้านี้
ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมของอังกฤษโตขึ้นเพียง 0.7% ในปี 2007 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุด นับตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมา โอเอ็นเอส เสริม
อังกฤษกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศที่อยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย เช่นเดียวกับ สหรัฐฯ ประเทศในกลุ่มยูโรโซน และ ญี่ปุ่น ขณะที่ต้องต่อสู้กับเศรษฐกิจทั่วโลก เพื่อฟื้นตัวจากผลกระทบของวิกฤตสินเชื่อ
นอกจากนี้ อัตราคนว่างงานในอังกฤษยังกระโดดขึ้นถึง 6.1% สูงสุดในรอบ 10 ปี โดยมีคนเกือบ 2 ล้านคนที่ไม่มีงานทำ ตามตัวเลขข้อมูล ซึ่งเผยแพร่ในสัปดาห์นี้
อย่างไรก็ดี เพื่อที่จะไม่ให้ภาวะถดถอยถลำลึก แบงก์ชาติอังกฤษได้ประกาศหั่นดอกเบี้ยลงเหลือ 1.5% ต่ำสุดเท่าที่เคยปรากฏมาอีกด้วย
ที่มา http://www.khum.net/news-read/1083602
น.ส.อัมรินทร์ อุตวงศ์ 4901202134
คำถาม
1.นายกรัฐมนตรี กอร์ดอน บราวน์ ใช้อาวุธอย่างไร เพื่อต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจถดถอย
2.ผลกระทบที่ตามมา ที่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย คืออะไร
3.แบงก์ชาติอังกฤษทำอย่างไร เพื่อที่จะไม่ให้ภาวะถดถอยถลำลึก
วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552
อสังหากำไร 1.6 หมื่นล.
นายพงษ์พิพัฒน์ สารพัฒน์ 4901202105
PRIN-PS เพิ่มขึ้นเท่าตัวผลประกอบการ "หุ้นอสังหาฯ กลุ่มที่อยู่อาศัย"สุดสวย ปี 51 คาดโชว์กำไรสุทธิ 1.6 หมื่นล้านบาท โตกว่า 44% จากปี50 เหตุรับแรงหนุนมาตรการลดภาษีกระตุ้นอสังหาฯ พร้อมบุ๊ครายได้คอนโดที่ขาย 1-2 ปีก่อนทะลักเข้ามาจำนวนมาก คาด PRIN มีกำไรสุทธิ 334 ล้านบาท เติบโตสูงสุด 300% ด้าน PS ไม่น้อยหน้ากำไรสุทธิ 2,305 ล้านบาท โตกว่า82% ขณะที่ MJD กำไรสุทธิโต 75% มาที่ 493 ล้านบาท บล.เอเชียพลัส แนะซื้อลงทุน 4หุ้นเด่นฐานะการเงินแกร่ง-แบ็กล็อกสูง ได้แก่ AP-LPN-QH-PSนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลประกอบการในงวดปี 2551 ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (พัฒนาที่อยู่อาศัย) คาดการณ์จะเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับงวดปี 2550 เนื่องจากได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการภาษีกระตุ้นอสังหาฯของรัฐบาล ที่ลดภาษีธุรกิจเฉพาะเหลือ 0.1% จากเดิม 3% และลดค่าธรรมเนียมการโอนเหลือ 0.01% จากเดิม 2% ซึ่งมีผลมาตั้งแต่ไตรมาสที่ 2/51 เป็นต้นมา ส่งผลให้กลุ่มที่อยู่อาศัยได้กำไรจากการขายเพิ่มมากขึ้น จากเดิมได้กำไร 11.5% ก็ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 14-15% ประกอบกับมีการบันทึกรายได้จากคอนโดมิเนียมเดิมที่ขายได้ใน 1-2 ปีที่แล้วเข้ามาจำนวนมาก ทำให้รายได้และกำไรสุทธิของกลุ่มที่อยู่อาศัยในปี 2551 เติบโตเพิ่มขึ้นมากสำหรับปี 2551 คาดการณ์ว่ากลุ่มอสังหาฯ เฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัยจะมีรายได้รวม 110,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 18.2% จากปี 2550 ที่มีรายได้รวม 102,915 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิในปี 2551 คาดว่าจะอยู่ที่ 16,042.17 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 44% จากปี 2550 ที่มีกำไรสุทธิ 11,146.81 ล้านบาท โดยคาดการณ์ว่าหลักทรัพย์ที่มีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิในปี 2551 มากที่สุด อันดับที่ 1 คือ บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ PRIN ที่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 334 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 300% หรือ 3 เท่า จากปี 2550 ที่มีฐานกำไรสุทธิอยู่ที่ 78 ล้านบาท รองลงมา คือ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PS ที่คาดว่าปี 2551 จะมีกำไรสุทธิ 2,305 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 82% จากปี 2550ขณะที่รองลงมาอันดับที่ 3 บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ MJD คาดกำไรสุทธิในปี 2551 จะอยู่ที่ 493 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75% จากปี 2550 อันดับที่ 4 บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI คาดว่าปี 2551 มีกำไรสุทธิ 1,073 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% จากปีก่อน อันดับที่ 5 บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH คาดกำไรสุทธิในปี 2551 จะอยู่ที่ 1,602 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% จากปี 2550 นอกจากนี้ อันดับที่ 6 บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP คาดกำไรสุทธิในปี 2551 จะอยู่ที่ 1,289 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% จากปี 2550 อันดับที่ 7 บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN ที่คาดในปี 2551 จะมีกำไรสุทธิ 1,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากปี 2550 อันดับที่ 8 บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI คาดว่าปี 2551 จะมีกำไรสุทธิ 1,094 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากปี 2550 และสุดท้าย บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH คาดกำไรสุทธิในปี 2551 จะอยู่ที่ 3,868 ล้านบาท เติบโต 22% จากปี 2550 นายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า แนวโน้มผลกำไรสุทธิของหุ้นกลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัยในปี 2552 คาดการณ์ว่าจะยังมีการเติบโตได้ เนื่องจากรัฐบาลได้มีการต่ออายุมาตรภาษีกระตุ้นอสังหาฯ ในส่วนของการลดภาษีธุรกิจเฉพาะ และการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองออกไปอีก 1 ปี จากเดิมจะสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2552 เป็นเดือนมีนาคม 2553 นอกจากนี้รัฐบาลยังมีการออกมาตรการเพิ่มเติมเข้ามาช่วยกระตุ้นธุรกิจอสังหาฯอีก คือ มาตรการเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีจากดอกเบี้ยผ่อนบ้านจากปีละ 100,000 บาท เป็น 200,000 บาท และการจัดตั้งบริษัทรับประกันสินเชื่อ (มอร์เกจ อินชัวรันซ์) ขึ้นมา ทำให้ผู้ซื้อบ้านไม่ต้องวางเงินดาวน์ หรือสามารถกู้สินเชื่อได้ถึง 100% ของราคาบ้าน นอกจากนี้ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ หุ้นอสังหาฯ กลุ่มที่อยู่อาศัย ที่บมจ.บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส ให้ความสนใจ และให้น้ำหนักแนะนำให้ลงทุนในปี 2552 มีอยู่ 4 บริษัท คือ AP, LPN, QH และ PS เนื่องจากมองว่าทั้ง 4 บริษัท มีโครงสร้างทางการเงินที่ปลอดภัยสามารถรับสภาพตลาดผันผวนจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2552 ได้ดี และมียอดขายที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) ที่รอบันทึกรายได้ในปี 2552 อยู่ในระดับที่สูง นอกจากนี้ ทั้ง 4 บริษัทยังเป็นผู้นำตลาดที่อยู่อาศัยในแต่ละตลาด คือ LPN เป็นผู้นำคอนโดมิเนียมระดับกลางและล่าง PS เป็นผู้นำตลาดทาวน์เฮาส์ ที่ปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) 60 กว่า% AP เป็นผู้นำโครงการอสังหาฯในเมือง ทั้งทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียม และ QH เป็นผู้นำบ้านระดับบน (ไฮเอ็นด์) อย่างไรก็ตาม บมจ.บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส กำหนดราคาเป้าหมายของหุ้นทั้ง 4 ตัวดังกล่าวในปี 2552 ได้ดังนี้ คือ AP ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 3.05 บาท/หุ้น , LPN ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 3.47 บาท, QH ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 1.18 บาท/หุ้น และ PS ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 7.64 บาท/หุ้น ส่วน LH ซึ่งเป็นผู้นำตลาดอสังหาฯ ไม่แนะนำให้ลงทุน เนื่องจากมองว่าราคาหุ้นที่ซื้อขายอยู่ในกระดานปัจจุบันค่อนข้างแพงแล้ว เมื่อเทียบกับ P/E +++++++++++++++++++++++++++++
ที่มา .. http://www.norsorpor.com/ข่าว/m1065602/อสังหากำไร%201.6%20หมื่นล
คำถาม
1.ในปี 2551 ที่ผ่านมา รัฐบาล ได้ลดภาษีธุรกิจเหลือจาก 0.3% เหลือเท่าไร และลดค่าธรรมเนียมการโอนเหลือเท่าไร
2. แนวโน้มผลกำไรในปี 2552 ยังมีการเติบโตได้เนื่องจาก ???
3. การจัดตั้งบริษัทรับประกันสินเชื่อ (มอร์เกจ อันชัวรันซ์) มีผลทำให้ผู้ที่คิดจะซื้อบ้านเป็นอย่างไร ???
PRIN-PS เพิ่มขึ้นเท่าตัวผลประกอบการ "หุ้นอสังหาฯ กลุ่มที่อยู่อาศัย"สุดสวย ปี 51 คาดโชว์กำไรสุทธิ 1.6 หมื่นล้านบาท โตกว่า 44% จากปี50 เหตุรับแรงหนุนมาตรการลดภาษีกระตุ้นอสังหาฯ พร้อมบุ๊ครายได้คอนโดที่ขาย 1-2 ปีก่อนทะลักเข้ามาจำนวนมาก คาด PRIN มีกำไรสุทธิ 334 ล้านบาท เติบโตสูงสุด 300% ด้าน PS ไม่น้อยหน้ากำไรสุทธิ 2,305 ล้านบาท โตกว่า82% ขณะที่ MJD กำไรสุทธิโต 75% มาที่ 493 ล้านบาท บล.เอเชียพลัส แนะซื้อลงทุน 4หุ้นเด่นฐานะการเงินแกร่ง-แบ็กล็อกสูง ได้แก่ AP-LPN-QH-PSนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลประกอบการในงวดปี 2551 ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (พัฒนาที่อยู่อาศัย) คาดการณ์จะเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับงวดปี 2550 เนื่องจากได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการภาษีกระตุ้นอสังหาฯของรัฐบาล ที่ลดภาษีธุรกิจเฉพาะเหลือ 0.1% จากเดิม 3% และลดค่าธรรมเนียมการโอนเหลือ 0.01% จากเดิม 2% ซึ่งมีผลมาตั้งแต่ไตรมาสที่ 2/51 เป็นต้นมา ส่งผลให้กลุ่มที่อยู่อาศัยได้กำไรจากการขายเพิ่มมากขึ้น จากเดิมได้กำไร 11.5% ก็ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 14-15% ประกอบกับมีการบันทึกรายได้จากคอนโดมิเนียมเดิมที่ขายได้ใน 1-2 ปีที่แล้วเข้ามาจำนวนมาก ทำให้รายได้และกำไรสุทธิของกลุ่มที่อยู่อาศัยในปี 2551 เติบโตเพิ่มขึ้นมากสำหรับปี 2551 คาดการณ์ว่ากลุ่มอสังหาฯ เฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัยจะมีรายได้รวม 110,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 18.2% จากปี 2550 ที่มีรายได้รวม 102,915 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิในปี 2551 คาดว่าจะอยู่ที่ 16,042.17 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 44% จากปี 2550 ที่มีกำไรสุทธิ 11,146.81 ล้านบาท โดยคาดการณ์ว่าหลักทรัพย์ที่มีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิในปี 2551 มากที่สุด อันดับที่ 1 คือ บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ PRIN ที่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 334 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 300% หรือ 3 เท่า จากปี 2550 ที่มีฐานกำไรสุทธิอยู่ที่ 78 ล้านบาท รองลงมา คือ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PS ที่คาดว่าปี 2551 จะมีกำไรสุทธิ 2,305 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 82% จากปี 2550ขณะที่รองลงมาอันดับที่ 3 บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ MJD คาดกำไรสุทธิในปี 2551 จะอยู่ที่ 493 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75% จากปี 2550 อันดับที่ 4 บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI คาดว่าปี 2551 มีกำไรสุทธิ 1,073 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% จากปีก่อน อันดับที่ 5 บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH คาดกำไรสุทธิในปี 2551 จะอยู่ที่ 1,602 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% จากปี 2550 นอกจากนี้ อันดับที่ 6 บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP คาดกำไรสุทธิในปี 2551 จะอยู่ที่ 1,289 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% จากปี 2550 อันดับที่ 7 บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN ที่คาดในปี 2551 จะมีกำไรสุทธิ 1,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากปี 2550 อันดับที่ 8 บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI คาดว่าปี 2551 จะมีกำไรสุทธิ 1,094 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากปี 2550 และสุดท้าย บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH คาดกำไรสุทธิในปี 2551 จะอยู่ที่ 3,868 ล้านบาท เติบโต 22% จากปี 2550 นายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า แนวโน้มผลกำไรสุทธิของหุ้นกลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัยในปี 2552 คาดการณ์ว่าจะยังมีการเติบโตได้ เนื่องจากรัฐบาลได้มีการต่ออายุมาตรภาษีกระตุ้นอสังหาฯ ในส่วนของการลดภาษีธุรกิจเฉพาะ และการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองออกไปอีก 1 ปี จากเดิมจะสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2552 เป็นเดือนมีนาคม 2553 นอกจากนี้รัฐบาลยังมีการออกมาตรการเพิ่มเติมเข้ามาช่วยกระตุ้นธุรกิจอสังหาฯอีก คือ มาตรการเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีจากดอกเบี้ยผ่อนบ้านจากปีละ 100,000 บาท เป็น 200,000 บาท และการจัดตั้งบริษัทรับประกันสินเชื่อ (มอร์เกจ อินชัวรันซ์) ขึ้นมา ทำให้ผู้ซื้อบ้านไม่ต้องวางเงินดาวน์ หรือสามารถกู้สินเชื่อได้ถึง 100% ของราคาบ้าน นอกจากนี้ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ หุ้นอสังหาฯ กลุ่มที่อยู่อาศัย ที่บมจ.บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส ให้ความสนใจ และให้น้ำหนักแนะนำให้ลงทุนในปี 2552 มีอยู่ 4 บริษัท คือ AP, LPN, QH และ PS เนื่องจากมองว่าทั้ง 4 บริษัท มีโครงสร้างทางการเงินที่ปลอดภัยสามารถรับสภาพตลาดผันผวนจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2552 ได้ดี และมียอดขายที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) ที่รอบันทึกรายได้ในปี 2552 อยู่ในระดับที่สูง นอกจากนี้ ทั้ง 4 บริษัทยังเป็นผู้นำตลาดที่อยู่อาศัยในแต่ละตลาด คือ LPN เป็นผู้นำคอนโดมิเนียมระดับกลางและล่าง PS เป็นผู้นำตลาดทาวน์เฮาส์ ที่ปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) 60 กว่า% AP เป็นผู้นำโครงการอสังหาฯในเมือง ทั้งทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียม และ QH เป็นผู้นำบ้านระดับบน (ไฮเอ็นด์) อย่างไรก็ตาม บมจ.บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส กำหนดราคาเป้าหมายของหุ้นทั้ง 4 ตัวดังกล่าวในปี 2552 ได้ดังนี้ คือ AP ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 3.05 บาท/หุ้น , LPN ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 3.47 บาท, QH ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 1.18 บาท/หุ้น และ PS ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 7.64 บาท/หุ้น ส่วน LH ซึ่งเป็นผู้นำตลาดอสังหาฯ ไม่แนะนำให้ลงทุน เนื่องจากมองว่าราคาหุ้นที่ซื้อขายอยู่ในกระดานปัจจุบันค่อนข้างแพงแล้ว เมื่อเทียบกับ P/E +++++++++++++++++++++++++++++
ที่มา .. http://www.norsorpor.com/ข่าว/m1065602/อสังหากำไร%201.6%20หมื่นล
คำถาม
1.ในปี 2551 ที่ผ่านมา รัฐบาล ได้ลดภาษีธุรกิจเหลือจาก 0.3% เหลือเท่าไร และลดค่าธรรมเนียมการโอนเหลือเท่าไร
2. แนวโน้มผลกำไรในปี 2552 ยังมีการเติบโตได้เนื่องจาก ???
3. การจัดตั้งบริษัทรับประกันสินเชื่อ (มอร์เกจ อันชัวรันซ์) มีผลทำให้ผู้ที่คิดจะซื้อบ้านเป็นอย่างไร ???
วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2552
วิเคราะห์ความเสี่ยงก่อนลงทุน
ด้วยสภาวะความผันผวนของตลาดหุ้นบ้านเราในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ราคาน้ำมัน โรคระบาด การก่อการร้าย มาตรการภาครัฐ ไหนยังเรื่องทางการเมืองที่มีประเด็นร้อนใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มถอยหนีออกจากตลาด เนื่องจากมองเห็นแล้วว่ามีความเสี่ยงซ้อนเร้นอยู่มากมาย
และนั่นก็เป็นเหตุที่ทำให้ในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทั้งหลายทยอยกันออกกองทุนตราสารหนี้ ระยะสั้นออกมาจำหน่ายเต็มไปหมด ด้วยการโฆษณาจูงใจว่า ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ความเสี่ยงต่ำ และสภาพคล่องสูง (ขึ้น) ดังจะเห็นได้จากกอง 3 เดือน 6 เดือน ที่ยังคงเรียงรายออกกันมาเรื่อยๆ แม้จะกล่าวอ้างว่า มีความเสี่ยงต่ำ แต่ยังไงก็ต้องถือว่ายังมีความเสี่ยงอยู่ดี ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของนักลงทุนเองที่จะต้องพิจารณา ศึกษานโยบายการลงทุน รวมถึงความเสี่ยงทั้งหมดที่อาจจะเกิดด้วยตัวเอง
ความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้
โดยทั่วไปแล้ว การลงทุนในตราสารหนี้ (ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรต่าง ๆ หุ้นกู้ ฯลฯ) จะมีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้น แต่ในสถานการณ์ที่นโยบายการเงินของภาครัฐไม่ชัดเจน อัตราดอกเบี้ยขยับตัวขึ้นลงมาก ตลาดตราสารหนี้อาจมีความผันผวนและมีความเสี่ยงสูง การลงทุนในตราสารหนี้ในสถานการณ์ดังกล่าว ก็อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนในตราสารทุนก็เป็นได้
ความเสี่ยงของตราสารหนี้ มีอยู่ 10 ประเภทด้วยกัน
1. Interest Rate Risk หรือ Market Risk
ความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินผันผวน ตัวอย่างเช่น เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินขยับตัวสูงขึ้น หรือมีท่าทีว่าจะขยับตัวสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้ (coupon rate) ของตราสารหนี้ที่ออกใหม่ก็จะสูงขึ้นด้วย ตราสารหนี้ที่ออกมาก่อนหน้าและมีการซื้อขายในตลาดรองก็จะมีการซื้อขายในระดับราคาที่ลดลง เพื่อดึงให้อัตราผลตอบแทน(Yield) ขยับสูงขึ้นไปอยู่ในระดับที่เทียบเคียงกันกับอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน ฉะนั้น ยิ่งตราสารหนี้ที่มีอายุยาวเพียงใด หรือ มีอัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้ (coupon rate) ต่ำเพียงใด ตราสารหนี้นั้น ก็จะมีความเสี่ยงต่ออัตราดอกเบี้ยที่อาจจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคตมากขึ้นเท่านั้น
2. Credit Risk หรือ Default Risk
ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ผู้ออกตราสารหนี้ ไม่สามารถจ่ายชำระดอกเบี้ย หรือ ชำระคืนเงินต้นได้เต็มตามจำนวนเงิน หรือ ตามเวลาที่กำหนดไว้ ในบรรดาตราสารหนี้ทั้งหมดของภาครัฐและภาคเอกชน ตั๋วเงินคลังของรัฐบาล จะไม่มี credit risk เลย ในขณะที่ ตั๋วเงิน หรือ หุ้นกู้ หรือ ตราสารหนี้ประเภทอื่น ๆ ที่ออกโดยภาคเอกชน จะมี credit risk มากบ้าง น้อยบ้างในระดับที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจ่ายชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยของผู้ออกตราสารหนี้นั้นๆ
การพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้ อาจดูจาก ผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (credit rating) ตราสารหนี้นั้น ๆ ที่จัดทำโดย บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (credit rating agency) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ไม่มีความสัมพันธ์กับผู้ออกตราสารหนี้ ในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือนั้น อาจมีการจัดอันดับทั้งด้านคุณภาพของผู้ออกตราสารหนี้ (ความสามารถในการจ่ายชำระหนี้) และด้านคุณภาพของตัวตราสารหนี้เอง (ความเหมาะสมของเงื่อนไขในการชำระหนี้)
3. Purchasing Power Risk หรือ Inflation Risk
ความเสี่ยงต่อการมีอำนาจซื้อที่ลดลงในอนาคต ภาวะเงินเฟ้อมีอิทธิพลต่ออำนาจซื้อของผู้ลงทุน ในขณะที่ภาวะเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่คู่กันไปกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ผู้ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุยาวเกินกว่า 10 ปี จึงมีความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อและอำนาจซื้อที่ลดลงในอนาคต เพราะดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุยาว จะมีจำนวนเงินที่ได้รับในแต่ละงวดเท่าเดิมตลอดอายุของตราสารหนี้นั้น ในขณะที่ภาวะเงินเฟ้อทำให้ราคาสิ่งของแพงขึ้น
ผลตอบแทนที่แท้จริง = อัตราดอกเบี้ยรับ – อัตราเงินเฟ้อ
ถ้าภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้น ผลตอบแทนที่แท้จริง (Real return) ของการลงทุนในตราสารหนี้จะลดลง และทำให้อำนาจซื้อของผู้ลงทุนลดลงด้วย
หากภาวะเงินเฟ้อในปีใดสูงเกินกว่าดอกเบี้ยรับของตราสารหนี้นั้น ผลตอบแทนที่แท้จริงที่ผู้ลงทุนจะได้รับอาจถึงขั้นติดลบก็ได้ กล่าวได้ว่า รายรับจากดอกเบี้ยของตราสารหนี้ที่ลงทุนไว้ ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ฉะนั้น ผู้ลงทุนที่นำเงินออมจำนวนมาก ๆ ไปลงทุนในตราสารหนี้อายุยาวที่มีดอกเบี้ยในอัตราคงที่ (fixed coupon rate) อาจประสบกับความเสี่ยงประเภท purchasing power risk เมื่อเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น รายจ่ายเพิ่มขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ แต่มีรายได้จากดอกเบี้ยรับคงที่ โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ลงทุนมิได้คำนึงถึงความเสี่ยงประเภทนี้มากนัก
ผู้ลงทุนจึงควรกระจายเงินที่จะลงทุนไปในตราสารหนี้ที่มีอายุ (maturity) หลากหลาย เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงประเภท purchasing power risk ไปในตัว
4. Reinvestment Risk
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ลงทุนนำเอาดอกเบี้ยรายงวดที่ได้รับจากตราสารหนี้ ไปลงทุนต่อในตราสารที่ให้อัตราผลตอบแทนที่ลดลงจากเดิม ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินลดต่ำลง ถึงแม้ว่าตราสารหนี้ที่ลงทุนไว้ จะมีอัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้คงที่ก็ตาม แต่กระแสเงินสดที่ผู้ลงทุนได้รับจากดอกเบี้ยเป็นงวด ๆ จะถูกนำไปลงทุนใหม่อีกครั้งในตราสารอื่นที่มีอัตราดอกเบี้ยลดต่ำลง กล่าวง่าย ๆ ก็คือ อัตราดอกเบี้ยบนดอกเบี้ยรับลดลงนั่นเอง จึงทำให้อัตราผลตอบแทนโดยรวมในการลงทุนในตราสารหนี้ของผู้ลงทุนนั้นลดลง
5. Rollover Risk
ความเสี่ยงที่เกิดในกรณีที่ตราสารหนี้ที่ลงทุนไว้เดิมครบกำหนดอายุ ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินลดลง และผู้ลงทุนต้องนำเงินต้นที่ได้รับชำระคืนจากตราสารหนี้นั้น ไปลงทุนใหม่ในตราสารหนี้ใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำลง ในกรณีเช่นนี้ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนรอบใหม่จะลดลง เป็นความเสี่ยงที่มีลักษณะเหมือนกับ Reinvestment Risk แต่จะเกิดกับเงินต้นที่อ่อนตัวและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลง ตราสารหนี้ระยะสั้น จะมี rollover risk สูงสุด แต่ในช่วงที่ตลาดเงินตึงตัว และดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น ตราสารหนี้ระยะสั้นก็จะมี rollover risk ต่ำ และสามารถปรับตัวได้เร็วกว่าตราสารหนี้ประเภทอื่น
6. Call Risk
ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ผู้ออกตราสารหนี้ ขอชำระคืนหนี้ก่อนครบกำหนด ความเสี่ยงประเภทนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะกับตราสารหนี้ที่มีการระบุเงื่อนไข call option ไว้ล่วงหน้าว่า ผู้ออกตราสารหนี้มีสิทธิที่จะจ่ายชำระคืนหนี้ได้ก่อนกำหนด ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง และผู้ออกตราสารหนี้สามารถหาแหล่งเงินทุนอื่น ที่มีต้นทุนต่ำกว่ามาจ่ายคืน (refinancing) ผู้ลงทุนในตราสารหนี้ประเภทนี้จะถูกบังคับให้รับคืนเงิน และต้องนำเงินที่ได้รับคืนนั้น ไปลงทุนใหม่ในตราสารอื่น ที่มีอัตราผลตอบแทนที่ต่ำกว่าเดิมที่เคยได้รับ
7. Prepayment Risk
ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ลูกหนี้จ่ายชำระคืนหนี้ก่อนครบกำหนดอายุ เช่นเดียวกันกับ call risk แต่ความเสี่ยงประเภท prepayment risk นี้ มักจะเกิดขึ้นกับตราสารหนี้ประเภทที่มีบัญชีลูกหนี้พร้อมหลักทรัพย์จดจำนองเป็นประกันการชำระคืนของตราสารหนี้นั้น (mortgaged-back securities) หากลูกหนี้ตามสัญญาจำนองชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยก่อนกำหนด และถอนหลักทรัพย์ค้ำประกัน ตราสารหนี้นั้นก็จะต้องรับคืนเงินก่อนกำหนด และหากอยู่ในระหว่างอัตราดอกเบี้ยขาลง ผู้ลงทุนในตราสารหนี้ก็จะเสียเปรียบ เช่นเดียวกับกรณีของ reinvestment risk
8. Currency Risk หรือ Exchange Risk
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเปลี่ยนแปลง จะเกิดขึ้นกับกรณีของการลงทุนข้ามประเทศ ตัวอย่างเช่น
นาย A นำเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เข้ามาลงทุนในตลาดทุนของประเทศไทย ในช่วงก่อนเงินบาทลอยตัวในปี 2540 ซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยน US$ 1 = 25 บาท
นาย A ลงทุนด้วยเงิน 25 บาท เป็นระยะเวลา 5 ปี ได้กำไรทุกปี ในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ดังนั้น นาย A มีเงินลงทุนพร้อมดอกเบี้ยทบต้น มีมูลค่าสะสมรวมเท่ากับ 40.27 บาท
ต่อมา นาย A ต้องการที่จะถอนเงินที่ลงทุนไว้และส่งกลับไปยังประเทศของตน
นาย A ต้องนำเงินลงทุนรวมทั้งผลกำไรที่เกิดขึ้น (40.27 บาท) ไปแลกกลับเป็นเงินสกุล ดอลลาร์สหรัฐ
ในปัจจุบัน อัตราแลกเปลี่ยน US$ 1 = 42 บาท
นาย A พบว่าผลกำไรที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ลงทุน 5 ปี ไม่คุ้มกับการขาดทุนค่าของเงิน
สิ่งที่เกิดขึ้นกับนาย A คือ currency risk หรือ exchange risk ที่เกิดขึ้นกับนักลงทุนต่างประเทศในตลาดทุนไทย นอกเหนือไปจากการขาดทุนในการลงทุนทั่วไป ฉะนั้น เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจ การเงิน และการเมืองภายในประเทศไม่เอื้ออำนวย จะพบว่าไม่มีเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้า ทั้งที่ลงทุนอยู่แล้วก็เริ่มไหลออกไปยังตลาดทุนอื่นที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าด้วย
9. Liquidity Risk
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการขาดสภาพคล่องในการซื้อขายเปลี่ยนมือของตราสารหนี้นั้นๆ มักจะเกิดขึ้นกับกรณีที่ผู้ลงทุนลงทุนในตราสารหนี้ที่ไม่เป็นที่นิยม และมีปริมาณซื้อขายในตลาดรองน้อยมาก หากผู้ลงทุนประสงค์จะขายตราสารหนี้นั้น เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดในกรณีจำเป็น ผู้ลงทุนอาจจะต้องยอมลดราคาขายลงต่ำกว่าราคาตลาดโดยทั่วไป เพื่อดึงให้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้นและดึงดูดความสนใจให้มีผู้ซื้อเข้ามาซื้อ ราคาซื้อขายดังกล่าวไม่ใช่ราคาที่ยุติธรรมต่อผู้ขายอย่างแน่นอน หรืออาจจะถึงขั้นที่เป็นราคาขาดทุนก็เป็นได้ ฉะนั้น การลงทุนในตราสารหนี้ที่ไม่มีสภาพคล่อง ก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่สำคัญ
10. Event Risk
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อนโยบายในการดำเนินงานของผู้ออกตราสารหนี้ เช่น การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นรายใหญ่หลังจากการถือครอบงำกิจการ และอาจมีดุลพินิจที่ไม่เป็นคุณแก่เจ้าหนี้ตราสารหนี้เดิม เช่น การประกาศเพิ่มอัตราส่วนการจ่ายเงินปันผลต่อกำไร (Payout ratio) หรือ ประกาศเพิ่มทุนครั้งใหญ่ ซึ่งหมายถึง กระแสเงินสดจำนวนมากที่จะต้องจ่ายเป็นเงินปันผลประจำปี และมีผลทำให้ฐานทุนของบริษัทลดความเข้มแข็งลง
ที่มา www.aimc.or.th
คำถาม
1.ความเสี่ยงของตราสารหนี้มีกี่ประเภทอะไรบ้าง
2.ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการขาดสภาพคล่องในการซื้อขายเปลี่ยนมือของตราสารหนี้ มักจะเกิดในกรณีใด
3.จงยกตัวอย่างความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินผันผวน มา1อย่าง
จัดทำโดย
น.ส.สุนิสา โยธา เลขทะเบียน 4901202104
ด้วยสภาวะความผันผวนของตลาดหุ้นบ้านเราในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ราคาน้ำมัน โรคระบาด การก่อการร้าย มาตรการภาครัฐ ไหนยังเรื่องทางการเมืองที่มีประเด็นร้อนใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มถอยหนีออกจากตลาด เนื่องจากมองเห็นแล้วว่ามีความเสี่ยงซ้อนเร้นอยู่มากมาย
และนั่นก็เป็นเหตุที่ทำให้ในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทั้งหลายทยอยกันออกกองทุนตราสารหนี้ ระยะสั้นออกมาจำหน่ายเต็มไปหมด ด้วยการโฆษณาจูงใจว่า ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ความเสี่ยงต่ำ และสภาพคล่องสูง (ขึ้น) ดังจะเห็นได้จากกอง 3 เดือน 6 เดือน ที่ยังคงเรียงรายออกกันมาเรื่อยๆ แม้จะกล่าวอ้างว่า มีความเสี่ยงต่ำ แต่ยังไงก็ต้องถือว่ายังมีความเสี่ยงอยู่ดี ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของนักลงทุนเองที่จะต้องพิจารณา ศึกษานโยบายการลงทุน รวมถึงความเสี่ยงทั้งหมดที่อาจจะเกิดด้วยตัวเอง
ความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้
โดยทั่วไปแล้ว การลงทุนในตราสารหนี้ (ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรต่าง ๆ หุ้นกู้ ฯลฯ) จะมีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้น แต่ในสถานการณ์ที่นโยบายการเงินของภาครัฐไม่ชัดเจน อัตราดอกเบี้ยขยับตัวขึ้นลงมาก ตลาดตราสารหนี้อาจมีความผันผวนและมีความเสี่ยงสูง การลงทุนในตราสารหนี้ในสถานการณ์ดังกล่าว ก็อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนในตราสารทุนก็เป็นได้
ความเสี่ยงของตราสารหนี้ มีอยู่ 10 ประเภทด้วยกัน
1. Interest Rate Risk หรือ Market Risk
ความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินผันผวน ตัวอย่างเช่น เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินขยับตัวสูงขึ้น หรือมีท่าทีว่าจะขยับตัวสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้ (coupon rate) ของตราสารหนี้ที่ออกใหม่ก็จะสูงขึ้นด้วย ตราสารหนี้ที่ออกมาก่อนหน้าและมีการซื้อขายในตลาดรองก็จะมีการซื้อขายในระดับราคาที่ลดลง เพื่อดึงให้อัตราผลตอบแทน(Yield) ขยับสูงขึ้นไปอยู่ในระดับที่เทียบเคียงกันกับอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน ฉะนั้น ยิ่งตราสารหนี้ที่มีอายุยาวเพียงใด หรือ มีอัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้ (coupon rate) ต่ำเพียงใด ตราสารหนี้นั้น ก็จะมีความเสี่ยงต่ออัตราดอกเบี้ยที่อาจจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคตมากขึ้นเท่านั้น
2. Credit Risk หรือ Default Risk
ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ผู้ออกตราสารหนี้ ไม่สามารถจ่ายชำระดอกเบี้ย หรือ ชำระคืนเงินต้นได้เต็มตามจำนวนเงิน หรือ ตามเวลาที่กำหนดไว้ ในบรรดาตราสารหนี้ทั้งหมดของภาครัฐและภาคเอกชน ตั๋วเงินคลังของรัฐบาล จะไม่มี credit risk เลย ในขณะที่ ตั๋วเงิน หรือ หุ้นกู้ หรือ ตราสารหนี้ประเภทอื่น ๆ ที่ออกโดยภาคเอกชน จะมี credit risk มากบ้าง น้อยบ้างในระดับที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจ่ายชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยของผู้ออกตราสารหนี้นั้นๆ
การพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้ อาจดูจาก ผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (credit rating) ตราสารหนี้นั้น ๆ ที่จัดทำโดย บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (credit rating agency) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ไม่มีความสัมพันธ์กับผู้ออกตราสารหนี้ ในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือนั้น อาจมีการจัดอันดับทั้งด้านคุณภาพของผู้ออกตราสารหนี้ (ความสามารถในการจ่ายชำระหนี้) และด้านคุณภาพของตัวตราสารหนี้เอง (ความเหมาะสมของเงื่อนไขในการชำระหนี้)
3. Purchasing Power Risk หรือ Inflation Risk
ความเสี่ยงต่อการมีอำนาจซื้อที่ลดลงในอนาคต ภาวะเงินเฟ้อมีอิทธิพลต่ออำนาจซื้อของผู้ลงทุน ในขณะที่ภาวะเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่คู่กันไปกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ผู้ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุยาวเกินกว่า 10 ปี จึงมีความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อและอำนาจซื้อที่ลดลงในอนาคต เพราะดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุยาว จะมีจำนวนเงินที่ได้รับในแต่ละงวดเท่าเดิมตลอดอายุของตราสารหนี้นั้น ในขณะที่ภาวะเงินเฟ้อทำให้ราคาสิ่งของแพงขึ้น
ผลตอบแทนที่แท้จริง = อัตราดอกเบี้ยรับ – อัตราเงินเฟ้อ
ถ้าภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้น ผลตอบแทนที่แท้จริง (Real return) ของการลงทุนในตราสารหนี้จะลดลง และทำให้อำนาจซื้อของผู้ลงทุนลดลงด้วย
หากภาวะเงินเฟ้อในปีใดสูงเกินกว่าดอกเบี้ยรับของตราสารหนี้นั้น ผลตอบแทนที่แท้จริงที่ผู้ลงทุนจะได้รับอาจถึงขั้นติดลบก็ได้ กล่าวได้ว่า รายรับจากดอกเบี้ยของตราสารหนี้ที่ลงทุนไว้ ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ฉะนั้น ผู้ลงทุนที่นำเงินออมจำนวนมาก ๆ ไปลงทุนในตราสารหนี้อายุยาวที่มีดอกเบี้ยในอัตราคงที่ (fixed coupon rate) อาจประสบกับความเสี่ยงประเภท purchasing power risk เมื่อเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น รายจ่ายเพิ่มขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ แต่มีรายได้จากดอกเบี้ยรับคงที่ โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ลงทุนมิได้คำนึงถึงความเสี่ยงประเภทนี้มากนัก
ผู้ลงทุนจึงควรกระจายเงินที่จะลงทุนไปในตราสารหนี้ที่มีอายุ (maturity) หลากหลาย เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงประเภท purchasing power risk ไปในตัว
4. Reinvestment Risk
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ลงทุนนำเอาดอกเบี้ยรายงวดที่ได้รับจากตราสารหนี้ ไปลงทุนต่อในตราสารที่ให้อัตราผลตอบแทนที่ลดลงจากเดิม ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินลดต่ำลง ถึงแม้ว่าตราสารหนี้ที่ลงทุนไว้ จะมีอัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้คงที่ก็ตาม แต่กระแสเงินสดที่ผู้ลงทุนได้รับจากดอกเบี้ยเป็นงวด ๆ จะถูกนำไปลงทุนใหม่อีกครั้งในตราสารอื่นที่มีอัตราดอกเบี้ยลดต่ำลง กล่าวง่าย ๆ ก็คือ อัตราดอกเบี้ยบนดอกเบี้ยรับลดลงนั่นเอง จึงทำให้อัตราผลตอบแทนโดยรวมในการลงทุนในตราสารหนี้ของผู้ลงทุนนั้นลดลง
5. Rollover Risk
ความเสี่ยงที่เกิดในกรณีที่ตราสารหนี้ที่ลงทุนไว้เดิมครบกำหนดอายุ ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินลดลง และผู้ลงทุนต้องนำเงินต้นที่ได้รับชำระคืนจากตราสารหนี้นั้น ไปลงทุนใหม่ในตราสารหนี้ใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำลง ในกรณีเช่นนี้ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนรอบใหม่จะลดลง เป็นความเสี่ยงที่มีลักษณะเหมือนกับ Reinvestment Risk แต่จะเกิดกับเงินต้นที่อ่อนตัวและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลง ตราสารหนี้ระยะสั้น จะมี rollover risk สูงสุด แต่ในช่วงที่ตลาดเงินตึงตัว และดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น ตราสารหนี้ระยะสั้นก็จะมี rollover risk ต่ำ และสามารถปรับตัวได้เร็วกว่าตราสารหนี้ประเภทอื่น
6. Call Risk
ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ผู้ออกตราสารหนี้ ขอชำระคืนหนี้ก่อนครบกำหนด ความเสี่ยงประเภทนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะกับตราสารหนี้ที่มีการระบุเงื่อนไข call option ไว้ล่วงหน้าว่า ผู้ออกตราสารหนี้มีสิทธิที่จะจ่ายชำระคืนหนี้ได้ก่อนกำหนด ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง และผู้ออกตราสารหนี้สามารถหาแหล่งเงินทุนอื่น ที่มีต้นทุนต่ำกว่ามาจ่ายคืน (refinancing) ผู้ลงทุนในตราสารหนี้ประเภทนี้จะถูกบังคับให้รับคืนเงิน และต้องนำเงินที่ได้รับคืนนั้น ไปลงทุนใหม่ในตราสารอื่น ที่มีอัตราผลตอบแทนที่ต่ำกว่าเดิมที่เคยได้รับ
7. Prepayment Risk
ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ลูกหนี้จ่ายชำระคืนหนี้ก่อนครบกำหนดอายุ เช่นเดียวกันกับ call risk แต่ความเสี่ยงประเภท prepayment risk นี้ มักจะเกิดขึ้นกับตราสารหนี้ประเภทที่มีบัญชีลูกหนี้พร้อมหลักทรัพย์จดจำนองเป็นประกันการชำระคืนของตราสารหนี้นั้น (mortgaged-back securities) หากลูกหนี้ตามสัญญาจำนองชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยก่อนกำหนด และถอนหลักทรัพย์ค้ำประกัน ตราสารหนี้นั้นก็จะต้องรับคืนเงินก่อนกำหนด และหากอยู่ในระหว่างอัตราดอกเบี้ยขาลง ผู้ลงทุนในตราสารหนี้ก็จะเสียเปรียบ เช่นเดียวกับกรณีของ reinvestment risk
8. Currency Risk หรือ Exchange Risk
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเปลี่ยนแปลง จะเกิดขึ้นกับกรณีของการลงทุนข้ามประเทศ ตัวอย่างเช่น
นาย A นำเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เข้ามาลงทุนในตลาดทุนของประเทศไทย ในช่วงก่อนเงินบาทลอยตัวในปี 2540 ซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยน US$ 1 = 25 บาท
นาย A ลงทุนด้วยเงิน 25 บาท เป็นระยะเวลา 5 ปี ได้กำไรทุกปี ในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ดังนั้น นาย A มีเงินลงทุนพร้อมดอกเบี้ยทบต้น มีมูลค่าสะสมรวมเท่ากับ 40.27 บาท
ต่อมา นาย A ต้องการที่จะถอนเงินที่ลงทุนไว้และส่งกลับไปยังประเทศของตน
นาย A ต้องนำเงินลงทุนรวมทั้งผลกำไรที่เกิดขึ้น (40.27 บาท) ไปแลกกลับเป็นเงินสกุล ดอลลาร์สหรัฐ
ในปัจจุบัน อัตราแลกเปลี่ยน US$ 1 = 42 บาท
นาย A พบว่าผลกำไรที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ลงทุน 5 ปี ไม่คุ้มกับการขาดทุนค่าของเงิน
สิ่งที่เกิดขึ้นกับนาย A คือ currency risk หรือ exchange risk ที่เกิดขึ้นกับนักลงทุนต่างประเทศในตลาดทุนไทย นอกเหนือไปจากการขาดทุนในการลงทุนทั่วไป ฉะนั้น เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจ การเงิน และการเมืองภายในประเทศไม่เอื้ออำนวย จะพบว่าไม่มีเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้า ทั้งที่ลงทุนอยู่แล้วก็เริ่มไหลออกไปยังตลาดทุนอื่นที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าด้วย
9. Liquidity Risk
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการขาดสภาพคล่องในการซื้อขายเปลี่ยนมือของตราสารหนี้นั้นๆ มักจะเกิดขึ้นกับกรณีที่ผู้ลงทุนลงทุนในตราสารหนี้ที่ไม่เป็นที่นิยม และมีปริมาณซื้อขายในตลาดรองน้อยมาก หากผู้ลงทุนประสงค์จะขายตราสารหนี้นั้น เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดในกรณีจำเป็น ผู้ลงทุนอาจจะต้องยอมลดราคาขายลงต่ำกว่าราคาตลาดโดยทั่วไป เพื่อดึงให้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้นและดึงดูดความสนใจให้มีผู้ซื้อเข้ามาซื้อ ราคาซื้อขายดังกล่าวไม่ใช่ราคาที่ยุติธรรมต่อผู้ขายอย่างแน่นอน หรืออาจจะถึงขั้นที่เป็นราคาขาดทุนก็เป็นได้ ฉะนั้น การลงทุนในตราสารหนี้ที่ไม่มีสภาพคล่อง ก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่สำคัญ
10. Event Risk
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อนโยบายในการดำเนินงานของผู้ออกตราสารหนี้ เช่น การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นรายใหญ่หลังจากการถือครอบงำกิจการ และอาจมีดุลพินิจที่ไม่เป็นคุณแก่เจ้าหนี้ตราสารหนี้เดิม เช่น การประกาศเพิ่มอัตราส่วนการจ่ายเงินปันผลต่อกำไร (Payout ratio) หรือ ประกาศเพิ่มทุนครั้งใหญ่ ซึ่งหมายถึง กระแสเงินสดจำนวนมากที่จะต้องจ่ายเป็นเงินปันผลประจำปี และมีผลทำให้ฐานทุนของบริษัทลดความเข้มแข็งลง
ที่มา www.aimc.or.th
คำถาม
1.ความเสี่ยงของตราสารหนี้มีกี่ประเภทอะไรบ้าง
2.ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการขาดสภาพคล่องในการซื้อขายเปลี่ยนมือของตราสารหนี้ มักจะเกิดในกรณีใด
3.จงยกตัวอย่างความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินผันผวน มา1อย่าง
จัดทำโดย
น.ส.สุนิสา โยธา เลขทะเบียน 4901202104
วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2552
เงินเฟ้อ ธ.ค.0.4%ต่ำสุดรอบ 6 ปี
เรื่อง: เงินเฟ้อ ธ.ค.0.4%ต่ำสุดรอบ 6 ปี
จัดทำบทความโดย: น.ส. สุดารัตน์ ศรีสวัสดิ์ 4901202098
อานิงสงส์น้ำมันลดกดรายจ่ายผู้บริโภคบ่นอุบพ่อค้าแสบปรับราคาสินค้าขึ้น
นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระ ทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) ในเดือน ธ.ค. 51 ลดลง 1.6% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย. 51 เป็นการลดลงติดต่อกัน 3 เดือน และเมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค. 50 สูงขึ้น 0.4% เป็นการเพิ่มต่ำสุดในรอบ 6 ปี 4 เดือน นับจากเดือน ส.ค. 45 ที่สูงขึ้น 0.3% ส่วนเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 51 (ม.ค.-ธ.ค.) เทียบกับปี 50 เพิ่มขึ้น 5.5% ต่ำกว่าเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ 5.6-5.9% แต่มากกว่าปี 50 ที่สูงขึ้น 2.3%
สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อชะลอลงรอบ 6 ปี เป็นผลจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดต่อ เนื่อง โดยต่ำสุดที่ 36 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้สัดส่วนการใช้จ่ายของผู้บริโภคเรื่องน้ำมันลดจาก 11% เหลือ 6% และทำให้ดัชนีหมวด อื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มลดลง 8% ทั้งดัชนีหมวดพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสารลด 13.9% และเคหสถานลด 7.9%
ดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มยังปรับเพิ่มขึ้น 13.9% เพราะหมวดข้าว แป้ง 23.9% ผักและผลไม้ 21.9% เนื้อสัตว์เป็ดไก่และสัตว์น้ำ 12.6% เครื่องประกอบอาหาร 11.5% อาหาร สำเร็จรูป 10.3% ไข่และผลิตภัณฑ์นม 9.6% และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 4.7% ปรับราคาขึ้น
เงินเฟ้อปี 51 มีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง โดยครึ่งปีแรกช่วงที่ราคาน้ำมันภายในประเทศสูงขึ้น ส่งผลให้มีการปรับขึ้นค่าโดยสารสาธารณะและต้นทุนของสินค้า และทำให้เงินเฟ้อช่วงครึ่งปีแรกสูงมาก แต่พอครึ่งปีหลัง เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันลดลงประกอบกับรัฐบาลมี 6 มาตร การ 6 เดือนออกมาช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน ทำให้ตั้งแต่เดือน ส.ค. ได้รับผลดี และปรับตัวลดลงต่อเนื่องจนถึงปลายปี
นายศิริพล กล่าวว่า เงินเฟ้อในปี 52 กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าจะเฉลี่ยทั้งปีที่ 0-1.2% บนสมมุติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 50-60 เหรียญสหรัฐ และอัตราแลกเปลี่ยนที่ 35-36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่หากรัฐบาลยกเลิก 6 มาตรการฯ อาจทำให้เงินเฟ้อปรับเพิ่มเล็กน้อย เพราะแรงกดดันจากราคาน้ำมันมีไม่มาก แต่หาก ราคาน้ำมันปรับตัวลดต่ำกว่า 50 เหรียญต่อบาร์เรล จะทำให้เงินเฟ้อมีโอกาสติดลบถึง 0.5% ได้
ที่กระทรวงพาณิชย์มองเงินเฟ้อปีนี้ต่ำที่ 0-1.2% นั้น เพราะแรงกดดันจากราคาน้ำมันไม่มีเหมือนปีที่ผ่านมา ทำให้คนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น เพราะไม่ต้องจ่ายเงินซื้อน้ำมันมาก แต่คงไม่ถึงขั้นเงินฝืด เพราะการเกิดเงินฝืด ไม่ใช่อยู่ที่เงินเฟ้อต่ำเพียงอย่างเดียว ต้องมองปัจจัยอื่นประกอบด้วยว่าแรงงานว่างงานมีมากหรือไม่ เศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างไร แต่เงินเฟ้อที่ต่ำขณะนี้ เป็นการสะท้อนว่าราคาสินค้าไม่เพิ่มขึ้น คนก็ยังใช้สอย เพราะมีเงินจากการที่ราคาน้ำมันถูกลง
สำหรับเงินเฟ้อพื้นฐานของประเทศในเดือน ธ.ค. 51 ที่หักรายการน้ำมันและสินค้ากลุ่มอาหารสดออก เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย. 51 ลดลง 0.1% เทียบกับเดือน พ.ย. 50 สูงขึ้น 1.8% และ เมื่อเทียบเฉลี่ยทั้งปี 51 กับปีก่อนสูงขึ้น 2.4%.
ที่มา: http://news.sanook.com/economic/economic_334421.php
คำถาม??
1. สาเหตุที่ทำให้ไทยเกิดภาวะเงินเฟ้อในปี 2551คือ ? และยังส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคอย่างไร?
2.ในปี 2551 ไทยเกิดภาวะเงินเฟ้อทั้งขึ้นและลง เนื่องจากวิกฤตการณ์ใดของโลก? และรัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างไร?
3.ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยในปีหน้าเกิดทั้งภาวะเงินเฟ้อและเงินฝืด คืออะไร?
จัดทำบทความโดย: น.ส. สุดารัตน์ ศรีสวัสดิ์ 4901202098
อานิงสงส์น้ำมันลดกดรายจ่ายผู้บริโภคบ่นอุบพ่อค้าแสบปรับราคาสินค้าขึ้น
นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระ ทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) ในเดือน ธ.ค. 51 ลดลง 1.6% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย. 51 เป็นการลดลงติดต่อกัน 3 เดือน และเมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค. 50 สูงขึ้น 0.4% เป็นการเพิ่มต่ำสุดในรอบ 6 ปี 4 เดือน นับจากเดือน ส.ค. 45 ที่สูงขึ้น 0.3% ส่วนเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 51 (ม.ค.-ธ.ค.) เทียบกับปี 50 เพิ่มขึ้น 5.5% ต่ำกว่าเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ 5.6-5.9% แต่มากกว่าปี 50 ที่สูงขึ้น 2.3%
สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อชะลอลงรอบ 6 ปี เป็นผลจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดต่อ เนื่อง โดยต่ำสุดที่ 36 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้สัดส่วนการใช้จ่ายของผู้บริโภคเรื่องน้ำมันลดจาก 11% เหลือ 6% และทำให้ดัชนีหมวด อื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มลดลง 8% ทั้งดัชนีหมวดพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสารลด 13.9% และเคหสถานลด 7.9%
ดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มยังปรับเพิ่มขึ้น 13.9% เพราะหมวดข้าว แป้ง 23.9% ผักและผลไม้ 21.9% เนื้อสัตว์เป็ดไก่และสัตว์น้ำ 12.6% เครื่องประกอบอาหาร 11.5% อาหาร สำเร็จรูป 10.3% ไข่และผลิตภัณฑ์นม 9.6% และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 4.7% ปรับราคาขึ้น
เงินเฟ้อปี 51 มีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง โดยครึ่งปีแรกช่วงที่ราคาน้ำมันภายในประเทศสูงขึ้น ส่งผลให้มีการปรับขึ้นค่าโดยสารสาธารณะและต้นทุนของสินค้า และทำให้เงินเฟ้อช่วงครึ่งปีแรกสูงมาก แต่พอครึ่งปีหลัง เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันลดลงประกอบกับรัฐบาลมี 6 มาตร การ 6 เดือนออกมาช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน ทำให้ตั้งแต่เดือน ส.ค. ได้รับผลดี และปรับตัวลดลงต่อเนื่องจนถึงปลายปี
นายศิริพล กล่าวว่า เงินเฟ้อในปี 52 กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าจะเฉลี่ยทั้งปีที่ 0-1.2% บนสมมุติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 50-60 เหรียญสหรัฐ และอัตราแลกเปลี่ยนที่ 35-36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่หากรัฐบาลยกเลิก 6 มาตรการฯ อาจทำให้เงินเฟ้อปรับเพิ่มเล็กน้อย เพราะแรงกดดันจากราคาน้ำมันมีไม่มาก แต่หาก ราคาน้ำมันปรับตัวลดต่ำกว่า 50 เหรียญต่อบาร์เรล จะทำให้เงินเฟ้อมีโอกาสติดลบถึง 0.5% ได้
ที่กระทรวงพาณิชย์มองเงินเฟ้อปีนี้ต่ำที่ 0-1.2% นั้น เพราะแรงกดดันจากราคาน้ำมันไม่มีเหมือนปีที่ผ่านมา ทำให้คนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น เพราะไม่ต้องจ่ายเงินซื้อน้ำมันมาก แต่คงไม่ถึงขั้นเงินฝืด เพราะการเกิดเงินฝืด ไม่ใช่อยู่ที่เงินเฟ้อต่ำเพียงอย่างเดียว ต้องมองปัจจัยอื่นประกอบด้วยว่าแรงงานว่างงานมีมากหรือไม่ เศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างไร แต่เงินเฟ้อที่ต่ำขณะนี้ เป็นการสะท้อนว่าราคาสินค้าไม่เพิ่มขึ้น คนก็ยังใช้สอย เพราะมีเงินจากการที่ราคาน้ำมันถูกลง
สำหรับเงินเฟ้อพื้นฐานของประเทศในเดือน ธ.ค. 51 ที่หักรายการน้ำมันและสินค้ากลุ่มอาหารสดออก เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย. 51 ลดลง 0.1% เทียบกับเดือน พ.ย. 50 สูงขึ้น 1.8% และ เมื่อเทียบเฉลี่ยทั้งปี 51 กับปีก่อนสูงขึ้น 2.4%.
ที่มา: http://news.sanook.com/economic/economic_334421.php
คำถาม??
1. สาเหตุที่ทำให้ไทยเกิดภาวะเงินเฟ้อในปี 2551คือ ? และยังส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคอย่างไร?
2.ในปี 2551 ไทยเกิดภาวะเงินเฟ้อทั้งขึ้นและลง เนื่องจากวิกฤตการณ์ใดของโลก? และรัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างไร?
3.ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยในปีหน้าเกิดทั้งภาวะเงินเฟ้อและเงินฝืด คืออะไร?
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)