วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

คลังเพ้อคาดหวังจีดีพีโต 2%

จัดทำโดย นางสาวศรีกัญญา แสงทอง
เลขทะเบียน 4901202082


คลังยังเพ้อคาดหวังจีดีพีโต 2% ทีดีอาร์ไอไม่คาด หวังธุรกิจไหนจะเล็ดลอดไปได้

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.คลัง กล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจในปีหน้าจะขยายตัวต่ำในระดับ 2% ตามที่หลายฝ่ายออกมาคาดการณ์ เนื่องจากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองซึ่งนำไปสู่การปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างมาก เบื้องต้นสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อไปอีกประมาณ 3 เดือนจะทำให้รายได้ประเทศสูญเสียนับแสนล้านบาท “ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ความเชื่อมั่นของประเทศเสียไปและต้องใช้เวลานานกว่า 1 ปี จึงจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้ ฉะนั้น จึงเป็นไปได้ว่าจีดีพีของไทยในปีหน้าจะขยายตัวได้ต่ำหรือประมาณ 2% อย่างที่หลายฝ่ายคาด”
ส่วนงบขาดดุลเพิ่มเติม 100,000 ล้านบาทที่รัฐบาลจะนำมากระตุ้นเศรษฐกิจในปีหน้าอาจต้องล่าช้าและอาจเป็นเพียงแผ่นกระดาษ เพราะไม่แน่ใจในขั้นตอนการอนุมัติงบประมาณดังกล่าว หลังจากเหตุการณ์บ้านเมืองมีความวุ่นวายและยังมีคดียุบพรรครวมอยู่ด้วย สำหรับกรณีที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.บริหารราชการแผ่นดินฉุกเฉินนั้นถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องดำเนินการเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีผลอย่างจริงจัง

นายคณิต แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการสถาบัน วิจัยนโยบายเศรษฐกิจ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 52 ที่คาดว่าจะเติบโต 3-4% ของจีดีพีเฉลี่ยที่ 3.5% เพราะได้ตั้งประมาณการที่จะมีอัดฉีดเงินงบประมาณขาดดุลอีก 100,000 ล้านบาท แต่สถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงมาก และส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างมากในไตรมาสสุดท้ายต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า ซึ่งปัจจุบันไทยมีรายได้จากการท่อง เที่ยว 600,000-700,000 ล้านบาทต่อปี จึงมีความเป็นไปได้ที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในปีหน้าจะเหลือเพียง 2% ลดลงจากแต่ละปีที่จะเติบโตได้ 4% ขึ้นไป
นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในระหว่างการเสวนาเรื่อง “ธุรกิจไทยจะอยู่หรือไปปี 2552” ที่จัดโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2552 มีโอกาสขยายตัวต่ำกว่า 2% น้อยกว่าการคาดการณ์ของหลายสำนักที่ประเมินไว้ประมาณ 2-3% เพราะมีปัจจัยลบหลายด้านเข้ามากระทบ และคาดว่าจะมีความรุนแรงมากกว่าทุกฝ่ายคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะวิกฤติการเงินในสหรัฐฯได้ส่งผลกระทบค่อนข้างจะรุนแรงทำให้ สถาบันการเงินล้มธุรกิจหากู้เงินไม่ได้การทำธุรกิจหยุดชะงัก ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯเกิดวิกฤติก็จะกระทบต่อการส่งออกไทย เพราะสหรัฐฯเป็นตลาดหลักการส่งออกของไทย “ขณะที่ภายในประเทศมีปัญหาทางด้านการเมือง แต่เดิมคาดว่าไม่รุนแรงก็กลับมีความรุนแรงมากขึ้นและไม่รู้ว่าจะยุติลงได้อย่างไร ผมไม่กลัวการปฏิวัติเท่ากับการนอง เลือดแต่ก็ไม่อยากให้มีการปฏิวัติซึ่งทางออกนั้น คิดเล่นๆหากพรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวจากรัฐบาล พรรคพลังประชาชนก็ไม่มีเสียงเพียงพอที่จะเป็นรัฐบาลต่อไปได้” นายนิพนธ์กล่าว
นายโชค บูลกุล กรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัทฟาร์มโชคชัย จำกัด กล่าวว่า นักธุรกิจไม่ชอบบรรยากาศสีเทาต้องการให้เกิดความชัดเจนและไม่ควรเอาธุรกิจมารวมกับการเมือง
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปีหน้าบนสมมุติฐานว่าสถานการณ์ทางการเมืองมีการคลี่คลายนั้นน่าจะมีการขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 2-3% ส่วนปัญหาทางการเมืองที่วุ่นวายในขณะนี้ถือว่ามีผลต่อความเชื่อมั่นมาก ด้านปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ถือว่าเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและลึกซึ้งมาก อีกทั้งยังมีความรุนแรงกว่าในอดีตทำให้การแก้ปัญหานั้นเป็นเรื่องที่ยาก
ทั้งนี้ จากปัญหาดังกล่าวทำให้ภาคเอกชนจะต้องดูแลตัวเองมากขึ้นโดยจะต้องมีการควบคุมเรื่องของค่าใช้จ่ายและคุณภาพเป็นหลักรวมทั้งต้องมีการปรับตัวในการทำธุรกิจด้วย ซึ่งที่ผ่านมาทางผู้ประกอบการก็ได้มีการปรับตัวมาระดับหนึ่งแล้ว “การขยายตัวของสินเชื่อแบงก์ปีหน้าตอนนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปแต่จะยังรักษาการเติบโตไว้ให้ได้ โดยน่าจะมีการขยายตัวมากกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ ส่วนสภาพคล่องในขณะนี้ก็ถือว่ายังไม่มีปัญหา
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าธนาคารกรุงเทพเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับกลุ่มพันธมิตรฯนั้น นายโฆสิต กล่าวว่า ธนาคารไม่ได้มีนโยบายที่จะโน้มเอียงไปทางใดทางหนึ่งอีกทั้งสถาบันเอกชน ก็มีผู้บริหารที่เป็นมืออาชีพที่ไม่ได้โน้มเอียง ส่วนหลังจากมีข่าวดังกล่าวออกไปทางธนาคารได้ทำความเข้าใจไปยังทุกฝ่ายแล้วซึ่งก็เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย



ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=113254

*****************************************************************


คำถาม????

1.ความเป็นไปได้ที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในปีหน้าจะเหลือเพียง 2% ลดลงจากอัตราการเจริญเติบโตกี่เปอร์เซ็นต์? เนื่องจากสาเหตุอะไรบ้าง?

2.วิกฤติการของประเทศใดที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย? อย่างไร?

3.จากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจควรจะทำอย่างไรเพื่อให้ธุรกิจดำเนินกิจการต่อไปได้?





วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวเหลือ 0%


โดย นางสาววิภาดา ช่างทำ
เลขทะเบียน 4901202080


ศก.ญี่ปุ่นหดตัวแหลือ 0% จับตาทิศทางการลงทุนภาคอุตสาหกรรม-ส่งออก


ส.อ.ท.เชื่อ เศรษฐกิจญี่ปุ่นตกต่ำ ไม่กระทบการส่งออกไทย มั่นใจปรับ ครม.เศรษฐกิจ ทำให้ความเชื่อมั่นดีขึ้น ปธ.หอการค้าฯ ผวาปัญหาการเมือง ปธ.เจเทปปา ยอมรับศก.ญีปุ่นหดตัวเหลือ 0% แต่มองพื้นฐานไทยยังแข็งแกร่ง "ฟิทช์" หั่นเครดิต "โตโยต้า-ฮอนด้า" สะท้อนทิศทางบริษัทที่ทำกำไรที่ดีที่สุดของโลก

วันนี้ ( 17 พ.ย.) นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การดำเนินการภายใต้กรอบข้อตกลงทางการค้าและเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ( JTEPA ) ยังมีอุปสรรคในเรื่องของการส่งออกสินค้าไทยไปญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นมีเงื่อนไขที่แตกต่างจากประเทศไทยจึงต้องทำความเข้าใจร่วมกันให้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายประมนต์ ยอมรับว่าปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่เชื่อว่านักลงทุนญี่ปุ่นจะเข้าใจสถานการณ์ในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้รัฐบาลก็ต้องมีการแสดงความชัดเจน เพื่อทำให้เกิดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายอุอิชิโร นิวา ประธานคณะกรรมการความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ( JTEPA ) กล่าวว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในปีนี้เชื่อว่าจะขยายตัวที่ 0% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาสถาบันการเงินโลก แต่มองว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมาด้านสถาบันการเงินยังคงมีความเข้มแข็ง ซึ่งญี่ปุ่นจะเฝ้าติดตามสถานการณ์ต่อไป เพื่อจะได้ตัดสินใจในการลงทุนในประเทศไทยได้อย่างถูกต้อง

ด้านนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ( ส.อ.ท.) ปัญหาเศรษฐกิจประเทศญี่ปุ่นที่ถดถอยนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย เนื่องจากสินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปญี่ปุ่นเป็นอุตสาหกรรมอาหารและสิ่งทอ ซึ่งยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการบริโภคของประเทศญี่ปุ่น ประกอบกับได้รับประโยชน์จากการที่ประเทศจีนมีปัญหาอาหารปนเปื้อนและได้รับสิทธิประโยชน์จากภาษีภายใต้ข้อตกลง JTEPA

ดังนั้น เชื่อว่าการส่งออกสินค้าไทยไปญี่ปุ่นปีนี้จะยังขยายตัวอยู่ที่ 21% ส่วนการลงทุนนั้นนักลงทุนญี่ปุ่นยังคงมองว่า ไทยและอาเซียนเป็นประเทศที่น่าลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กที่ญี่ปุ่นสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

ส่วนกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น นายสันติ เชื่อว่าทีมเศรษฐกิจของนายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง และการปรับในครั้งนี้มองว่าจะเป็นการปรับให้ดี ขณะที่ต่างประเทศก็จับตามองสถานการณ์ทางการเมืองไทยอยู่

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนมีความเป็นห่วงในเรื่องของแรงงาน และปัญหาสภาพคล่องในปีหน้าที่อาจมีมากขึ้น จะต้องมีการหารือกันในที่ประชุม ครม.ด้านเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ สำนักข่าวเกียวโด รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เช้าวันนี้ โดยปรับตัวลดลงถึง 0.4% ในเดือน ก.ค.-ก.ย. เนื่องจากบริษัทต่างๆ ลดการใช้จ่ายลงอย่างมาก การเติบโตที่ย่ำแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้นั้นชี้ให้เห็นว่า ญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค เพราะเศรษฐกิจขยายตัวลดลงติดต่อกัน 2 ไตรมาส

โดยจีดีพีในเดือน เม.ย.- มิ.ย.ลดลง 3.7% ขณะที่ผลสำรวจของสำนักข่าวเกียวโด ที่สอบถามความเห็นกลุ่มเศรษฐกรต่างคาดการณ์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นทั้งปีจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.1%

ล่าสุด มีรายงานว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ฟิทช์ เรทติ้งส์ อาจปรับลดอันดับเครดติตบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ลงจากระดับปัจจุบันที่ AAA ซึ่งจะเป็นการลดอันดับเครดิตโตโยต้าเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ขณะที่โตโยต้ากำลังเผชิญกับความท้าทายที่หนักหนาสาหัสที่สุดอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อน

ฟิทช์ระบุว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ฟิทช์ให้อันดับเครดิตพินิจแก่โตโยต้า โดยให้แนวโน้มเป็นลบ และฟิทช์จะทบทวนอันดับเครดิตของโตโยต้าในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า นอกจากนี้ ฟิทช์ยังปรับลดแนวโน้มเครดิตของบริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ ลงสู่ระดับ "stable'' จากเดิมที่ระดับ "positive''

อย่างไรก็ตาม นายยาซูฮิโร่ มัทสึโมโตะ นักวิเคราะห์ด้านการจัดอันดับเครดิตของ Shinsei Securities Co ในกรุงโตเกียว กล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่า ไม่มีเหตุผลที่โตโยต้าจะถูกลดอันดับเครดิต เพราะโตโยต้าเป็นบริษัทรถยนต์ที่สามารถทำกำไรได้ดีที่สุดในโลก และมีแนวโน้มที่จะฟันฝ่าสถานการณ์ที่ยากลำบากไปได้

ทั้งนี้ หากฟิทช์ลดอันดับเครดิตโตโยต้า ก็จะเป็นครั้งแรกที่โตโยต้าถูกปรับลดอันดับเครดิต นับตั้งแต่ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ลดอันดับเครดิตโตโยต้าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก่อนที่มูดี้ส์จะปรับเพิ่มอันดับเครดิตโตโยต้าขึ้นสู่ระดับ Aaa ตามเดิมในปี พ.ศ.2546

อย่างไรก็ตาม นายฮิเดอากิ ฮอมมะ โฆษกของโตโยต้า ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่โตโยต้าจะถูกลดอันดับเครดิต

ที่มา http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9510000136037




คำถาม???

1.ปัญหาเศรษฐกิจที่ถดถอยของญี่ปุ่น มีผลกระทบต่อประเทศไทยหรือไม่??
เพราะเหตุใด??

2.ผลิตภัณฑ์มวลรวม(GDP)ของญี่ปุ่นในเดือน ก.ค.-ก.ย.เป็นอย่างไร??
เนื่องจากเหตุใด??

3.นายยาซูฮิโร่ มัทสึโมโตะ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอย่างไร??



วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ตราเกษตรหั่นงบลงทุน55ล. เบรกออกสินค้าใหม่โค้งท้ายปี

จัดทำโดย
นางสาววลัยรัตน์ มารมย์ 4901202077

เรื่อง ตราเกษตรหั่นงบลงทุน55ล. เบรกออกสินค้าใหม่โค้งท้ายปี


ตราเกษตร รับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก หั่นงบลงทุนจาก 100 ล้านบาท เหลือ 45 ล้านบาท ชะลอการขยายกำลังผลิตรองรับปี 2553-2554 ระบุขยายเฉพาะเท่าที่จำเป็น พร้อมเลื่อนเปิดตัวอาหารกึ่งสำเร็จรูปปีหน้า ชี้ส่งออกสินค้าเกษตรปีหน้ายังรุ่ง เร่งเครื่องขยาย 6 ประเทศ หวังรักษาอัตราการเติบโตส่งออก สิ้นปีนี้โต 40% กวาด 2,200 ล้านบาท นายสมฤกษ์ ตั้งพิรุฬห์ธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยฮา จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอาหารตราเกษตร เปิดเผยว่า บริษัทได้ชะลอแผนการลงทุนการสั่งซื้อเครื่องจักร เพื่อขยายกำลังการผลิตสินค้า 3 กลุ่ม ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป และวุ้นเส้นสำเร็จรูป โดยจากเตรียมลงทุน 100 ล้านบาท เหลือเป็น 45 ล้านบาท หรือลดลง 55 ล้านบาท เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ถดถอยและวิกฤตเศรษฐกิจโลก ทำให้ต้องพิจารณาการลงทุนอย่างรอบคอบ โดยบริษัทจะตัดงบในส่วนที่ยังไม่ต้องขยายกำลังการผลิต เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจในปี 2553-2554 นอกจากนี้บริษัทยังชะลอแผนการเปิดตัวสินค้ากึ่งสำเร็จรูปใหม่ลงสู่ตลาดในช่วงไตรมาสสี่ เนื่องจากสภาพตลาดไม่เอื้ออำนวยกับการเปิดตัวสินค้าใหม่ อีกทั้งอารมณ์การซื้อสินค้าของผู้บริโภคไม่ดี และยังมีความระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย บริษัทจึงวางแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้านี้แทน เพราะในภาวะเศรษฐกิจถดถอย การดำเนินการตลาดต้องมีความรอบคอบให้มากที่สุด สำหรับผลประกอบการปีนี้คาดว่าเติบโต 40% หรือมีรายได้ 2,200 ล้านบาท “สภาพสินค้าเกษตรในขณะนี้ราคาผกผันอยู่ อีกทั้งยังต้องรอภาครัฐประกันราคาด้วย อย่างไรก็ตามคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมอาหารในปีหน้ายังมีทิศทางที่ดีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ แม้ว่าทิศทางสินค้าเกษตรจะปรับราคาลดลงบ้าง และผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจส่งผลให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น” สำหรับนโยบายการตลาดในปีหน้านี้ ในกลุ่มสินค้าเกษตรแปรรูปบริษัท จะปรับจุดขายสู่สินค้าเพื่อสุขภาพมากขึ้น เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใส่ใจในเรื่องของสุขภาพ โดยเตรียมงบการตลาด 30-40 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทจะโฟกัสสินค้ากลุ่มเกษตรแปรรูปมากขึ้น ตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนรายได้สินค้ากลุ่มเกษตรแปรรูปจาก 25% เป็น 30% และกลุ่มข้าวจาก 75% เป็น 70% ด้านการส่งออกในปีหน้านี้บริษัทจะขยายตลาด 6 ประเทศ อาทิ ในตะวันออกกลาง แอฟริกา ยุโรปตะวันออก จากปัจจุบันส่งออกไปแล้วกว่า 67 ประเทศ ทั้งนี้คาดว่าปีหน้านี้บริษัทจะรักษาอัตราการเติบโตได้ แม้ว่าจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก และอาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกให้ชะลอตัวบ้างก็ตาม สำหรับในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา บริษัทมีอัตราการเติบโต 70% นายสมฤกษ์ กล่าวว่า แม้ว่าขณะนี้จะมีปัจจัยลบต่างๆ มากมาย แต่บริษัทก็มองว่าเป็นโอกาสในการทำตลาดเช่นกัน โดยล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวโจ๊กกึ่งสำเร็จรูปรสชาติใหม่ และวุ้นเส้นสำเร็จรูปรสชาติใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยปัจจุบันโจ๊กตราเกษตรมีส่วนแบ่ง 10% จากมูลค่า 700-800 ล้านบาท และคาดว่าปีหน้าจะมีส่วนแบ่งเพิ่มเป็น 20% รั้งอันดับ 2 ในทุกช่องทางทั้งโมเดิร์นเทรด และเทรดิชันนัลเทรด ส่วนผู้นำตลาดคนอร์ มีส่วนแบ่ง 70%

ที่มา http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9510000130022


คำถาม...

1.เพราะเหตุใดบริษัทจึงชะลอแผนการลงทุนเกี่ยวกับการสั้งซื้อเครื่องจักร???

2.บริษัทมีการปรับจุดขายอย่างไรบ้างในปีหน้านี้???

3.ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่บริษัทได้เปิดตัว คือ ???

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

สภาพคล่องเงินบาทเริ่มตึงตัวหลังวิกฤติการเงินสหรัฐ

จัดทำบทความโดย ::
นางสาว ศศินัยน์ ธัญญปกรณ์พันธ์ 4901202064


เรื่อง ::
สภาพคล่องเงินบาทเริ่มตึงตัวหลังวิกฤติการเงินสหรัฐ
"ณรงค์ชัยชี้ วิกฤติสถาบันการเงินสหรัฐ ที่กำลังเกิดขึ้นมีผลกระทบต่อไทยด้านสภาพคล่องเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐหายไป โดยเฉพาะเงินกู้ระหว่างธนาคารหายไปและในตลาดเงิน อัตราดอกเบี้ยเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐสูงขึ้น เงินกู้ดอลลาร์สหรัฐระยะยาวก็กำลังจะหายไป"

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า วิกฤติสถาบันการเงินสหรัฐ ที่กำลังเกิดขึ้นมีผลกระทบต่อไทยด้านสภาพคล่องเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐหายไป โดยเฉพาะเงินกู้ระหว่างธนาคารหายไปและในตลาดเงิน อัตราดอกเบี้ยเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐสูงขึ้น เงินกู้ดอลลาร์สหรัฐระยะยาวก็กำลังจะหายไป
นายณรงค์ชัย กล่าวว่า การที่ไทยมีโครงการลงทุนต่าง ๆ ซึ่งมีแผนที่จะระดมเงินทั้งจากการกู้เงินดอลลาร์สหรัฐและกู้เงินสกุลบาทผสมกัน แต่ขณะนี้ธนาคารที่ตกลงจะปล่อยกู้เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐไม่ปล่อยกู้แล้วจะต้องกู้เป็นสกุลเงินบาท หรือกู้เงินบาทแล้วนำไปซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ สภาพการณ์เช่นนี้ จะทำให้ความต้องการกู้เงินบาทมีมากขึ้นและขณะนี้เริ่มขึ้นแล้ว จนทำให้สภาพคล่องเงินบาทที่เคยล้นระบบเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดจะทำให้สถาบันการเงินไทยเริ่มเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ส่งผลให้ภาคธุรกิจที่จะกู้เงินไปใช้ในการดำเนินธุรกิจจะยากกว่าเดิม และทำให้เกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องเกิดขึ้นตามมา

ส่วนอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นบ้างแต่จะไม่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดมาก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐทางการสหรัฐมีนโยบายชัดเจนว่า ต้องการที่จะรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเอาไว้ ซึ่งส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐออกมาต่ำ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นั้น เป็นตัวกำหนดอัตราดอกเบี้ยไลบอร์และอัตราดอกเบี้ยไลบอร์กำหนดอัตราดอกเบี้ยตลาดเงินของโลก

ด้านการส่งออกของไทย นายณรงค์ชัย กล่าวว่า จะได้รับผลกระทบบ้างแต่ไทยได้กระจายตลาดออกไปแล้ว แต่การส่งออกจะไม่ขยายตัวมากอย่างในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เพราะยังไม่มีผู้ใดทราบว่า มาตรการช่วยเหลือมูลค่า 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผลจะเป็นอย่างไร ทราบแต่เพียงว่าจะช่วยไม่ให้สถาบันการเงินปิดลงมากไปกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้สถาบันการเงินอยู่รอด ซึ่งจากนี้ไปสถาบันการเงินมีแนวโน้มที่จะรวมตัวกันซื้อทรัพย์สินระหว่างกันมากขึ้น ผู้ถือหุ้นสถาบันการเงินจะหมดตัว อย่างไรก็ตาม วิกฤตการณ์สถาบันการเงินในสหรัฐจากปัญหาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ครั้งนี้ยังไม่ทราบว่า จะจบลงเมื่อใด

นายณรงค์ชัย กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเงินดอลลาร์สหรัฐครั้งนี้ ทำให้ในระยะต่อไปจะเกิดตราสารการเงินในสกุลอื่น ๆ เพิ่มขึ้น จากที่ผ่านมาตราสารการเงินส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเกิดขึ้นมากตามความต้องการของตลาดและผลพวงจากความไม่มั่นใจในอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทำให้ช่วงระยะข้างหน้า การตกลงการค้าจะหันไปใช้เงินสกุลอื่นแทนเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น โดยประเทศในเอเชียจะมีการใช้เงินสกุลเอเชียค้าขายระหว่างกันมากขึ้น จากเดิมที่เคยมีแนวคิดแต่ทำไม่ได้ โดยเงินสกุลที่น่าจะนำมาใช้ค้าขายระหว่างกันได้แก่ เงินสกุลหยวนของจีน เยนญี่ปุ่น และเงินวอนของเกาหลี ซึ่งในอนาคตเอเชียบอนด์น่าจะเกิดขึ้นได้



คำถามท้ายเรื่อง ::

1.วิกฤติสถาบันการเงินสหรัฐ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้คิดว่ามีผลกระทบกับประเทศไทยมากน้อยเพียงใด
2.นอกจากในบทความดังกล่าวข้างต้นนี้ คิดว่ามีผลกระทบด้านใดอีกที่ส่งผลต่อประเทศไทย

3.ประเทศในเอเชียสามารถใช้เงินสกลุเอเชียค้าขายระหว่างกันได้หรือไม่ อย่างไร