วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

'ศุภวุฒิ'คาดจีดีพีโต 1.5% จี้รัฐเร่งตลาดในประเทศ

จัดทำโดย นางสาวอโนมา อาแซ เลขทะเบียน 4901202093


บล.ภัทร คาดจีดีพีโต 1.5% ระบุมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลกระตุ้นได้แค่ 1% ของจีดีพี ขณะที่การส่งออกที่เสียไปสูงถึง 5%
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัย บล.ภัทร กล่าวในการสัมมนา "ส่องกล้องเศรษฐกิจการลงทุนปี 2552" ว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะขยายตัวได้ 1.5% จากปีก่อนที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.7% ซึ่งแม้ว่าการใช้จ่ายของรัฐบาลในปีนี้ อาจจะขยายตัวได้ถึง 4.7% จากปีก่อน แต่งบประมาณรัฐบาลที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 1.15 แสนล้านบาท จะมีงบประมาณที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงเพียงประมาณ 95,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1% ของจีดีพีเท่านั้น
สัดส่วนงบประมาณที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจเพียง 1% ดังกล่าวถือว่าน้อยมาก หากเทียบกับความสูญเสียของภาคการส่งออกที่จะทำให้จีดีพีหายไปประมาณ 5% ในกรณีที่การส่งออกขยายตัวได้ 0% ในปีนี้ เท่ากับจีดีพีหายไปถึง 4% อีกทั้งหากการส่งออกขยายตัวติดลบหลายเดือนต่อกัน ความเสียหายของภาคการส่งออกก็จะเลวร้ายกว่าที่คาดไว้ที่ 5% ดังนั้น การพึ่งรัฐบาลอย่างเดียวจึงยากที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากเหมือนในอดีต
อย่างไรก็ตาม ในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับวัตถุประสงค์หลัก 2 ด้าน อย่างแรก คือ แรงงานที่มีทักษะของไทยกำลังจะตกงานเพิ่มขึ้น ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลจึงต้องแก้ปัญหาดังกล่าว ส่วนปัญหาที่สอง คือ การที่ราคาสินค้าเกษตรปรับลดลงส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรที่มีรายได้ต่ำอยู่แล้ว ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องดำเนินนโยบายที่สามารถบรรเทาปัญหาของสองกลุ่มหลักนี้ให้ได้
นอกจากนี้ ในระยะยาว รัฐบาลต้องคำนึงว่าประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกมากเกินไปในช่วงที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันไทยไม่สามารถพึ่งพาการส่งออกได้มากเหมือนที่ผ่านมาแล้ว ทำให้การขยายตัวของการส่งออกของไทยในระยะต่อไปก็ไม่น่าจะเติบโตได้มากเหมือนในอดีต ดังนั้น รัฐบาลต้องพยายามขยายตลาดภายในประเทศให้มากขึ้น ซึ่งก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าตลาดภายในประเทศอะไรที่ไทยควรขยายให้มากขึ้น
"ถ้ารัฐบาลสามารถชี้นำให้ชัดเจนว่าจะพัฒนาตลาดในประเทศตรงไหน และร่วมลงทุนกับภาคเอกชน ก็จะเห็นทิศทางการพัฒนาได้ ก็เป็นสิ่งที่จะช่วยในการเติบโตเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้นได้"
ส่วนผลกระทบต่อวินัยการคลังจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยงบประมาณภาครัฐนั้น ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 37-38% ซึ่งหากรัฐบาลทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องในปีหน้าในอัตราใกล้เคียงกับปีนี้ ก็มีโอกาสที่หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 42-46% ซึ่งยังต่ำกว่าระดับที่อันตรายที่ 55% อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลดำเนินนโยบายขาดดุลมากจนทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มไปถึงระดับ 55% จะทำให้รัฐบาลมีเงินเหลือดำเนินนโยบายต่างๆ ได้ยากมากขึ้น เพราะจะมีภาระภาษีสูงตามภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น
ดร.ศุภวุฒิ กล่าวเห็นด้วยกับข้อเสนอของนักวิชาการหลายท่าน ที่เสนอให้เก็บภาษีมรดกว่าเป็นวิธีการที่ดีในการนำรายได้เข้ารัฐเพิ่มขึ้น แต่ว่าการนำนโยบายนี้ไปใช้ก็อาจจะยาก เพราะกระทบกับคนที่มีรายได้สูงในประเทศทั้งนี้ ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกของไทยในครั้งนี้ จะส่งผลแตกต่างจากช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เนื่องจากครั้งนี้จะกระทบกับคนจน ซึ่งจะถูกปลดออกจากงาน เนื่องจากธุรกิจส่งออกมีความต้องการลดลง โดยที่ภาคเกษตรก็ไม่สามารถรองรับได้เหมือนในอดีต เพราะปัจจุบันราคาสินค้าเกษตรลดลงมาก อย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้ไม่น่าจะทำให้เกิดภาวะเงินฝืด
สำหรับความเสี่ยงเศรษฐกิจของไทย นอกจากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกแล้ว ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่าปัจจัยการเมืองเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะยังไม่รู้ว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่ได้นานแค่ไหน อีกทั้ง ยังมีคำถามสำหรับนักลงทุนต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนโดยตรง (FDI) ว่า หากประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ นักลงทุนจะเชื่อมั่นได้หรือไม่ว่ากลไกการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ จะยังคงเดินไปได้ดีเหมือนในช่วงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลในขณะนี้
1.ในช่วงที่ผ่านมานั้นเพื่อรักษาเสถียรภาพในด้านเศรษฐกิจประเทศไทยพึ่งพาปัจจัยใดมากเกินไป และเพราะเหตุใดในปัจจุบันรัฐบาลจึงไม่สามารถมุ่งไปยังปัจจัยนั้นได้อย่างในอดีต
2.รัฐบาลควรจะแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ และมีนโยบายที่จะช่วยในการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังอยู่ในสภาวะขาดดุลและมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นนั้นอย่างไร

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552

ชี้เศรษฐกิจอังกฤษอยู่ในภาวะถดถอยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1991

เอเอฟพี – ข้อมูลอย่างเป็นทางการ ชี้ เศรษฐกิจของอังกฤษกำลังอยู่ในภาวะถดถอยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา หลังจากเศรษฐกิจใน 2 ไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว หดตัว สืบเนื่องมาจากวิกฤตการเงินที่ระบาดไปทั่วโลก

สำนักงานสถิติแห่งชาติ (โอเอ็นเอส) เผยว่า ดัชนีมวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี หดตัวลง 1.5% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2008 เมื่อเทียบกับช่วง 3 เดือนก่อนหน้านั้น ที่ลดลง 0.6% เช่นกัน


ทั้งนี้ การนิยามภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจตามหลักเทคนิคโดยทั่วไป คือ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ติดลบติดกัน 2 ไตรมาส ซึ่งตัวเลขไตรมาสสุดท้ายของปี 2008 แสดงให้เห็นว่า จีดีพีของอังกฤษตกลงครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ปี 1980

ก่อนหน้าที่จะมีการประกาศนี้ นายกรัฐมนตรี กอร์ดอน บราวน์ ได้ออกมาบอกว่า เขาใช้อาวุธทุกอย่างในการจัดการ เพื่อต่อสู้กับวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเน้นว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการรับมือวิกฤตนี้ แต่ชี้ว่า บริบทในเหตุการณ์ปัจจุบันแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับภาวะถดถอย ที่เกิดขึ้นในอังกฤษก่อนหน้านี้

ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมของอังกฤษโตขึ้นเพียง 0.7% ในปี 2007 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุด นับตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมา โอเอ็นเอส เสริม

อังกฤษกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศที่อยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย เช่นเดียวกับ สหรัฐฯ ประเทศในกลุ่มยูโรโซน และ ญี่ปุ่น ขณะที่ต้องต่อสู้กับเศรษฐกิจทั่วโลก เพื่อฟื้นตัวจากผลกระทบของวิกฤตสินเชื่อ

นอกจากนี้ อัตราคนว่างงานในอังกฤษยังกระโดดขึ้นถึง 6.1% สูงสุดในรอบ 10 ปี โดยมีคนเกือบ 2 ล้านคนที่ไม่มีงานทำ ตามตัวเลขข้อมูล ซึ่งเผยแพร่ในสัปดาห์นี้

อย่างไรก็ดี เพื่อที่จะไม่ให้ภาวะถดถอยถลำลึก แบงก์ชาติอังกฤษได้ประกาศหั่นดอกเบี้ยลงเหลือ 1.5% ต่ำสุดเท่าที่เคยปรากฏมาอีกด้วย

ที่มา
http://www.khum.net/news-read/1083602

น.ส.อัมรินทร์ อุตวงศ์ 4901202134

คำถาม

1.นายกรัฐมนตรี กอร์ดอน บราวน์ ใช้อาวุธอย่างไร เพื่อต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจถดถอย

2.ผลกระทบที่ตามมา ที่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย คืออะไร

3.แบงก์ชาติอังกฤษทำอย่างไร เพื่อที่จะไม่ให้ภาวะถดถอยถลำลึก

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552

อสังหากำไร 1.6 หมื่นล.

นายพงษ์พิพัฒน์ สารพัฒน์ 4901202105


PRIN-PS เพิ่มขึ้นเท่าตัวผลประกอบการ "หุ้นอสังหาฯ กลุ่มที่อยู่อาศัย"สุดสวย ปี 51 คาดโชว์กำไรสุทธิ 1.6 หมื่นล้านบาท โตกว่า 44% จากปี50 เหตุรับแรงหนุนมาตรการลดภาษีกระตุ้นอสังหาฯ พร้อมบุ๊ครายได้คอนโดที่ขาย 1-2 ปีก่อนทะลักเข้ามาจำนวนมาก คาด PRIN มีกำไรสุทธิ 334 ล้านบาท เติบโตสูงสุด 300% ด้าน PS ไม่น้อยหน้ากำไรสุทธิ 2,305 ล้านบาท โตกว่า82% ขณะที่ MJD กำไรสุทธิโต 75% มาที่ 493 ล้านบาท บล.เอเชียพลัส แนะซื้อลงทุน 4หุ้นเด่นฐานะการเงินแกร่ง-แบ็กล็อกสูง ได้แก่ AP-LPN-QH-PSนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลประกอบการในงวดปี 2551 ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (พัฒนาที่อยู่อาศัย) คาดการณ์จะเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับงวดปี 2550 เนื่องจากได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการภาษีกระตุ้นอสังหาฯของรัฐบาล ที่ลดภาษีธุรกิจเฉพาะเหลือ 0.1% จากเดิม 3% และลดค่าธรรมเนียมการโอนเหลือ 0.01% จากเดิม 2% ซึ่งมีผลมาตั้งแต่ไตรมาสที่ 2/51 เป็นต้นมา ส่งผลให้กลุ่มที่อยู่อาศัยได้กำไรจากการขายเพิ่มมากขึ้น จากเดิมได้กำไร 11.5% ก็ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 14-15% ประกอบกับมีการบันทึกรายได้จากคอนโดมิเนียมเดิมที่ขายได้ใน 1-2 ปีที่แล้วเข้ามาจำนวนมาก ทำให้รายได้และกำไรสุทธิของกลุ่มที่อยู่อาศัยในปี 2551 เติบโตเพิ่มขึ้นมากสำหรับปี 2551 คาดการณ์ว่ากลุ่มอสังหาฯ เฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัยจะมีรายได้รวม 110,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 18.2% จากปี 2550 ที่มีรายได้รวม 102,915 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิในปี 2551 คาดว่าจะอยู่ที่ 16,042.17 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 44% จากปี 2550 ที่มีกำไรสุทธิ 11,146.81 ล้านบาท โดยคาดการณ์ว่าหลักทรัพย์ที่มีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิในปี 2551 มากที่สุด อันดับที่ 1 คือ บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ PRIN ที่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 334 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 300% หรือ 3 เท่า จากปี 2550 ที่มีฐานกำไรสุทธิอยู่ที่ 78 ล้านบาท รองลงมา คือ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PS ที่คาดว่าปี 2551 จะมีกำไรสุทธิ 2,305 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 82% จากปี 2550ขณะที่รองลงมาอันดับที่ 3 บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ MJD คาดกำไรสุทธิในปี 2551 จะอยู่ที่ 493 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75% จากปี 2550 อันดับที่ 4 บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI คาดว่าปี 2551 มีกำไรสุทธิ 1,073 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% จากปีก่อน อันดับที่ 5 บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH คาดกำไรสุทธิในปี 2551 จะอยู่ที่ 1,602 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% จากปี 2550 นอกจากนี้ อันดับที่ 6 บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP คาดกำไรสุทธิในปี 2551 จะอยู่ที่ 1,289 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% จากปี 2550 อันดับที่ 7 บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN ที่คาดในปี 2551 จะมีกำไรสุทธิ 1,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากปี 2550 อันดับที่ 8 บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI คาดว่าปี 2551 จะมีกำไรสุทธิ 1,094 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากปี 2550 และสุดท้าย บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH คาดกำไรสุทธิในปี 2551 จะอยู่ที่ 3,868 ล้านบาท เติบโต 22% จากปี 2550 นายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า แนวโน้มผลกำไรสุทธิของหุ้นกลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัยในปี 2552 คาดการณ์ว่าจะยังมีการเติบโตได้ เนื่องจากรัฐบาลได้มีการต่ออายุมาตรภาษีกระตุ้นอสังหาฯ ในส่วนของการลดภาษีธุรกิจเฉพาะ และการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองออกไปอีก 1 ปี จากเดิมจะสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2552 เป็นเดือนมีนาคม 2553 นอกจากนี้รัฐบาลยังมีการออกมาตรการเพิ่มเติมเข้ามาช่วยกระตุ้นธุรกิจอสังหาฯอีก คือ มาตรการเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีจากดอกเบี้ยผ่อนบ้านจากปีละ 100,000 บาท เป็น 200,000 บาท และการจัดตั้งบริษัทรับประกันสินเชื่อ (มอร์เกจ อินชัวรันซ์) ขึ้นมา ทำให้ผู้ซื้อบ้านไม่ต้องวางเงินดาวน์ หรือสามารถกู้สินเชื่อได้ถึง 100% ของราคาบ้าน นอกจากนี้ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ หุ้นอสังหาฯ กลุ่มที่อยู่อาศัย ที่บมจ.บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส ให้ความสนใจ และให้น้ำหนักแนะนำให้ลงทุนในปี 2552 มีอยู่ 4 บริษัท คือ AP, LPN, QH และ PS เนื่องจากมองว่าทั้ง 4 บริษัท มีโครงสร้างทางการเงินที่ปลอดภัยสามารถรับสภาพตลาดผันผวนจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2552 ได้ดี และมียอดขายที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) ที่รอบันทึกรายได้ในปี 2552 อยู่ในระดับที่สูง นอกจากนี้ ทั้ง 4 บริษัทยังเป็นผู้นำตลาดที่อยู่อาศัยในแต่ละตลาด คือ LPN เป็นผู้นำคอนโดมิเนียมระดับกลางและล่าง PS เป็นผู้นำตลาดทาวน์เฮาส์ ที่ปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) 60 กว่า% AP เป็นผู้นำโครงการอสังหาฯในเมือง ทั้งทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียม และ QH เป็นผู้นำบ้านระดับบน (ไฮเอ็นด์) อย่างไรก็ตาม บมจ.บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส กำหนดราคาเป้าหมายของหุ้นทั้ง 4 ตัวดังกล่าวในปี 2552 ได้ดังนี้ คือ AP ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 3.05 บาท/หุ้น , LPN ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 3.47 บาท, QH ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 1.18 บาท/หุ้น และ PS ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 7.64 บาท/หุ้น ส่วน LH ซึ่งเป็นผู้นำตลาดอสังหาฯ ไม่แนะนำให้ลงทุน เนื่องจากมองว่าราคาหุ้นที่ซื้อขายอยู่ในกระดานปัจจุบันค่อนข้างแพงแล้ว เมื่อเทียบกับ P/E +++++++++++++++++++++++++++++

ที่มา .. http://www.norsorpor.com/ข่าว/m1065602/อสังหากำไร%201.6%20หมื่นล

คำถาม
1.ในปี 2551 ที่ผ่านมา รัฐบาล ได้ลดภาษีธุรกิจเหลือจาก 0.3% เหลือเท่าไร และลดค่าธรรมเนียมการโอนเหลือเท่าไร

2. แนวโน้มผลกำไรในปี 2552 ยังมีการเติบโตได้เนื่องจาก ???

3. การจัดตั้งบริษัทรับประกันสินเชื่อ (มอร์เกจ อันชัวรันซ์) มีผลทำให้ผู้ที่คิดจะซื้อบ้านเป็นอย่างไร ???

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2552

วิเคราะห์ความเสี่ยงก่อนลงทุน



ด้วยสภาวะความผันผวนของตลาดหุ้นบ้านเราในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ราคาน้ำมัน โรคระบาด การก่อการร้าย มาตรการภาครัฐ ไหนยังเรื่องทางการเมืองที่มีประเด็นร้อนใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มถอยหนีออกจากตลาด เนื่องจากมองเห็นแล้วว่ามีความเสี่ยงซ้อนเร้นอยู่มากมาย
และนั่นก็เป็นเหตุที่ทำให้ในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทั้งหลายทยอยกันออกกองทุนตราสารหนี้ ระยะสั้นออกมาจำหน่ายเต็มไปหมด ด้วยการโฆษณาจูงใจว่า ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ความเสี่ยงต่ำ และสภาพคล่องสูง (ขึ้น) ดังจะเห็นได้จากกอง 3 เดือน 6 เดือน ที่ยังคงเรียงรายออกกันมาเรื่อยๆ แม้จะกล่าวอ้างว่า มีความเสี่ยงต่ำ แต่ยังไงก็ต้องถือว่ายังมีความเสี่ยงอยู่ดี ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของนักลงทุนเองที่จะต้องพิจารณา ศึกษานโยบายการลงทุน รวมถึงความเสี่ยงทั้งหมดที่อาจจะเกิดด้วยตัวเอง


ความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้
โดยทั่วไปแล้ว การลงทุนในตราสารหนี้ (ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรต่าง ๆ หุ้นกู้ ฯลฯ) จะมีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้น แต่ในสถานการณ์ที่นโยบายการเงินของภาครัฐไม่ชัดเจน อัตราดอกเบี้ยขยับตัวขึ้นลงมาก ตลาดตราสารหนี้อาจมีความผันผวนและมีความเสี่ยงสูง การลงทุนในตราสารหนี้ในสถานการณ์ดังกล่าว ก็อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนในตราสารทุนก็เป็นได้
ความเสี่ยงของตราสารหนี้ มีอยู่ 10 ประเภทด้วยกัน


1. Interest Rate Risk หรือ Market Risk
ความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินผันผวน ตัวอย่างเช่น เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินขยับตัวสูงขึ้น หรือมีท่าทีว่าจะขยับตัวสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้ (coupon rate) ของตราสารหนี้ที่ออกใหม่ก็จะสูงขึ้นด้วย ตราสารหนี้ที่ออกมาก่อนหน้าและมีการซื้อขายในตลาดรองก็จะมีการซื้อขายในระดับราคาที่ลดลง เพื่อดึงให้อัตราผลตอบแทน(Yield) ขยับสูงขึ้นไปอยู่ในระดับที่เทียบเคียงกันกับอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน ฉะนั้น ยิ่งตราสารหนี้ที่มีอายุยาวเพียงใด หรือ มีอัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้ (coupon rate) ต่ำเพียงใด ตราสารหนี้นั้น ก็จะมีความเสี่ยงต่ออัตราดอกเบี้ยที่อาจจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคตมากขึ้นเท่านั้น

2. Credit Risk หรือ Default Risk

ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ผู้ออกตราสารหนี้ ไม่สามารถจ่ายชำระดอกเบี้ย หรือ ชำระคืนเงินต้นได้เต็มตามจำนวนเงิน หรือ ตามเวลาที่กำหนดไว้ ในบรรดาตราสารหนี้ทั้งหมดของภาครัฐและภาคเอกชน ตั๋วเงินคลังของรัฐบาล จะไม่มี credit risk เลย ในขณะที่ ตั๋วเงิน หรือ หุ้นกู้ หรือ ตราสารหนี้ประเภทอื่น ๆ ที่ออกโดยภาคเอกชน จะมี credit risk มากบ้าง น้อยบ้างในระดับที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจ่ายชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยของผู้ออกตราสารหนี้นั้นๆ
การพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้ อาจดูจาก ผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (credit rating) ตราสารหนี้นั้น ๆ ที่จัดทำโดย บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (credit rating agency) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ไม่มีความสัมพันธ์กับผู้ออกตราสารหนี้ ในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือนั้น อาจมีการจัดอันดับทั้งด้านคุณภาพของผู้ออกตราสารหนี้ (ความสามารถในการจ่ายชำระหนี้) และด้านคุณภาพของตัวตราสารหนี้เอง (ความเหมาะสมของเงื่อนไขในการชำระหนี้)

3. Purchasing Power Risk หรือ Inflation Risk
ความเสี่ยงต่อการมีอำนาจซื้อที่ลดลงในอนาคต ภาวะเงินเฟ้อมีอิทธิพลต่ออำนาจซื้อของผู้ลงทุน ในขณะที่ภาวะเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่คู่กันไปกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ผู้ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุยาวเกินกว่า 10 ปี จึงมีความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อและอำนาจซื้อที่ลดลงในอนาคต เพราะดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุยาว จะมีจำนวนเงินที่ได้รับในแต่ละงวดเท่าเดิมตลอดอายุของตราสารหนี้นั้น ในขณะที่ภาวะเงินเฟ้อทำให้ราคาสิ่งของแพงขึ้น
ผลตอบแทนที่แท้จริง = อัตราดอกเบี้ยรับ – อัตราเงินเฟ้อ

ถ้าภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้น ผลตอบแทนที่แท้จริง (Real return) ของการลงทุนในตราสารหนี้จะลดลง และทำให้อำนาจซื้อของผู้ลงทุนลดลงด้วย
หากภาวะเงินเฟ้อในปีใดสูงเกินกว่าดอกเบี้ยรับของตราสารหนี้นั้น ผลตอบแทนที่แท้จริงที่ผู้ลงทุนจะได้รับอาจถึงขั้นติดลบก็ได้ กล่าวได้ว่า รายรับจากดอกเบี้ยของตราสารหนี้ที่ลงทุนไว้ ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ฉะนั้น ผู้ลงทุนที่นำเงินออมจำนวนมาก ๆ ไปลงทุนในตราสารหนี้อายุยาวที่มีดอกเบี้ยในอัตราคงที่ (fixed coupon rate) อาจประสบกับความเสี่ยงประเภท purchasing power risk เมื่อเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น รายจ่ายเพิ่มขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ แต่มีรายได้จากดอกเบี้ยรับคงที่ โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ลงทุนมิได้คำนึงถึงความเสี่ยงประเภทนี้มากนัก
ผู้ลงทุนจึงควรกระจายเงินที่จะลงทุนไปในตราสารหนี้ที่มีอายุ (maturity) หลากหลาย เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงประเภท purchasing power risk ไปในตัว


4. Reinvestment Risk
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ลงทุนนำเอาดอกเบี้ยรายงวดที่ได้รับจากตราสารหนี้ ไปลงทุนต่อในตราสารที่ให้อัตราผลตอบแทนที่ลดลงจากเดิม ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินลดต่ำลง ถึงแม้ว่าตราสารหนี้ที่ลงทุนไว้ จะมีอัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้คงที่ก็ตาม แต่กระแสเงินสดที่ผู้ลงทุนได้รับจากดอกเบี้ยเป็นงวด ๆ จะถูกนำไปลงทุนใหม่อีกครั้งในตราสารอื่นที่มีอัตราดอกเบี้ยลดต่ำลง กล่าวง่าย ๆ ก็คือ อัตราดอกเบี้ยบนดอกเบี้ยรับลดลงนั่นเอง จึงทำให้อัตราผลตอบแทนโดยรวมในการลงทุนในตราสารหนี้ของผู้ลงทุนนั้นลดลง

5. Rollover Risk
ความเสี่ยงที่เกิดในกรณีที่ตราสารหนี้ที่ลงทุนไว้เดิมครบกำหนดอายุ ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินลดลง และผู้ลงทุนต้องนำเงินต้นที่ได้รับชำระคืนจากตราสารหนี้นั้น ไปลงทุนใหม่ในตราสารหนี้ใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำลง ในกรณีเช่นนี้ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนรอบใหม่จะลดลง เป็นความเสี่ยงที่มีลักษณะเหมือนกับ Reinvestment Risk แต่จะเกิดกับเงินต้นที่อ่อนตัวและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลง ตราสารหนี้ระยะสั้น จะมี rollover risk สูงสุด แต่ในช่วงที่ตลาดเงินตึงตัว และดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น ตราสารหนี้ระยะสั้นก็จะมี rollover risk ต่ำ และสามารถปรับตัวได้เร็วกว่าตราสารหนี้ประเภทอื่น

6. Call Risk
ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ผู้ออกตราสารหนี้ ขอชำระคืนหนี้ก่อนครบกำหนด ความเสี่ยงประเภทนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะกับตราสารหนี้ที่มีการระบุเงื่อนไข call option ไว้ล่วงหน้าว่า ผู้ออกตราสารหนี้มีสิทธิที่จะจ่ายชำระคืนหนี้ได้ก่อนกำหนด ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง และผู้ออกตราสารหนี้สามารถหาแหล่งเงินทุนอื่น ที่มีต้นทุนต่ำกว่ามาจ่ายคืน (refinancing) ผู้ลงทุนในตราสารหนี้ประเภทนี้จะถูกบังคับให้รับคืนเงิน และต้องนำเงินที่ได้รับคืนนั้น ไปลงทุนใหม่ในตราสารอื่น ที่มีอัตราผลตอบแทนที่ต่ำกว่าเดิมที่เคยได้รับ

7. Prepayment Risk
ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ลูกหนี้จ่ายชำระคืนหนี้ก่อนครบกำหนดอายุ เช่นเดียวกันกับ call risk แต่ความเสี่ยงประเภท prepayment risk นี้ มักจะเกิดขึ้นกับตราสารหนี้ประเภทที่มีบัญชีลูกหนี้พร้อมหลักทรัพย์จดจำนองเป็นประกันการชำระคืนของตราสารหนี้นั้น (mortgaged-back securities) หากลูกหนี้ตามสัญญาจำนองชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยก่อนกำหนด และถอนหลักทรัพย์ค้ำประกัน ตราสารหนี้นั้นก็จะต้องรับคืนเงินก่อนกำหนด และหากอยู่ในระหว่างอัตราดอกเบี้ยขาลง ผู้ลงทุนในตราสารหนี้ก็จะเสียเปรียบ เช่นเดียวกับกรณีของ reinvestment risk

8. Currency Risk หรือ Exchange Risk
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเปลี่ยนแปลง จะเกิดขึ้นกับกรณีของการลงทุนข้ามประเทศ ตัวอย่างเช่น
นาย A นำเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เข้ามาลงทุนในตลาดทุนของประเทศไทย ในช่วงก่อนเงินบาทลอยตัวในปี 2540 ซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยน US$ 1 = 25 บาท
นาย A ลงทุนด้วยเงิน 25 บาท เป็นระยะเวลา 5 ปี ได้กำไรทุกปี ในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ดังนั้น นาย A มีเงินลงทุนพร้อมดอกเบี้ยทบต้น มีมูลค่าสะสมรวมเท่ากับ 40.27 บาท
ต่อมา นาย A ต้องการที่จะถอนเงินที่ลงทุนไว้และส่งกลับไปยังประเทศของตน
นาย A ต้องนำเงินลงทุนรวมทั้งผลกำไรที่เกิดขึ้น (40.27 บาท) ไปแลกกลับเป็นเงินสกุล ดอลลาร์สหรัฐ
ในปัจจุบัน อัตราแลกเปลี่ยน US$ 1 = 42 บาท
นาย A พบว่าผลกำไรที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ลงทุน 5 ปี ไม่คุ้มกับการขาดทุนค่าของเงิน
สิ่งที่เกิดขึ้นกับนาย A คือ currency risk หรือ exchange risk ที่เกิดขึ้นกับนักลงทุนต่างประเทศในตลาดทุนไทย นอกเหนือไปจากการขาดทุนในการลงทุนทั่วไป ฉะนั้น เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจ การเงิน และการเมืองภายในประเทศไม่เอื้ออำนวย จะพบว่าไม่มีเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้า ทั้งที่ลงทุนอยู่แล้วก็เริ่มไหลออกไปยังตลาดทุนอื่นที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าด้วย

9. Liquidity Risk
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการขาดสภาพคล่องในการซื้อขายเปลี่ยนมือของตราสารหนี้นั้นๆ มักจะเกิดขึ้นกับกรณีที่ผู้ลงทุนลงทุนในตราสารหนี้ที่ไม่เป็นที่นิยม และมีปริมาณซื้อขายในตลาดรองน้อยมาก หากผู้ลงทุนประสงค์จะขายตราสารหนี้นั้น เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดในกรณีจำเป็น ผู้ลงทุนอาจจะต้องยอมลดราคาขายลงต่ำกว่าราคาตลาดโดยทั่วไป เพื่อดึงให้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้นและดึงดูดความสนใจให้มีผู้ซื้อเข้ามาซื้อ ราคาซื้อขายดังกล่าวไม่ใช่ราคาที่ยุติธรรมต่อผู้ขายอย่างแน่นอน หรืออาจจะถึงขั้นที่เป็นราคาขาดทุนก็เป็นได้ ฉะนั้น การลงทุนในตราสารหนี้ที่ไม่มีสภาพคล่อง ก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่สำคัญ

10. Event Risk
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อนโยบายในการดำเนินงานของผู้ออกตราสารหนี้ เช่น การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นรายใหญ่หลังจากการถือครอบงำกิจการ และอาจมีดุลพินิจที่ไม่เป็นคุณแก่เจ้าหนี้ตราสารหนี้เดิม เช่น การประกาศเพิ่มอัตราส่วนการจ่ายเงินปันผลต่อกำไร (Payout ratio) หรือ ประกาศเพิ่มทุนครั้งใหญ่ ซึ่งหมายถึง กระแสเงินสดจำนวนมากที่จะต้องจ่ายเป็นเงินปันผลประจำปี และมีผลทำให้ฐานทุนของบริษัทลดความเข้มแข็งลง
ที่มา www.aimc.or.th
คำถาม
1.ความเสี่ยงของตราสารหนี้มีกี่ประเภทอะไรบ้าง
2.ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการขาดสภาพคล่องในการซื้อขายเปลี่ยนมือของตราสารหนี้ มักจะเกิดในกรณีใด
3.จงยกตัวอย่างความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินผันผวน มา1อย่าง

จัดทำโดย

น.ส.สุนิสา โยธา เลขทะเบียน 4901202104

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2552

เงินเฟ้อ ธ.ค.0.4%ต่ำสุดรอบ 6 ปี

เรื่อง: เงินเฟ้อ ธ.ค.0.4%ต่ำสุดรอบ 6 ปี
จัดทำบทความโดย: น.ส. สุดารัตน์ ศรีสวัสดิ์ 4901202098

อานิงสงส์น้ำมันลดกดรายจ่ายผู้บริโภคบ่นอุบพ่อค้าแสบปรับราคาสินค้าขึ้น

นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระ ทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) ในเดือน ธ.ค. 51 ลดลง 1.6% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย. 51 เป็นการลดลงติดต่อกัน 3 เดือน และเมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค. 50 สูงขึ้น 0.4% เป็นการเพิ่มต่ำสุดในรอบ 6 ปี 4 เดือน นับจากเดือน ส.ค. 45 ที่สูงขึ้น 0.3% ส่วนเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 51 (ม.ค.-ธ.ค.) เทียบกับปี 50 เพิ่มขึ้น 5.5% ต่ำกว่าเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ 5.6-5.9% แต่มากกว่าปี 50 ที่สูงขึ้น 2.3%

สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อชะลอลงรอบ 6 ปี เป็นผลจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดต่อ เนื่อง โดยต่ำสุดที่ 36 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้สัดส่วนการใช้จ่ายของผู้บริโภคเรื่องน้ำมันลดจาก 11% เหลือ 6% และทำให้ดัชนีหมวด อื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มลดลง 8% ทั้งดัชนีหมวดพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสารลด 13.9% และเคหสถานลด 7.9%

ดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มยังปรับเพิ่มขึ้น 13.9% เพราะหมวดข้าว แป้ง 23.9% ผักและผลไม้ 21.9% เนื้อสัตว์เป็ดไก่และสัตว์น้ำ 12.6% เครื่องประกอบอาหาร 11.5% อาหาร สำเร็จรูป 10.3% ไข่และผลิตภัณฑ์นม 9.6% และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 4.7% ปรับราคาขึ้น

เงินเฟ้อปี 51 มีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง โดยครึ่งปีแรกช่วงที่ราคาน้ำมันภายในประเทศสูงขึ้น ส่งผลให้มีการปรับขึ้นค่าโดยสารสาธารณะและต้นทุนของสินค้า และทำให้เงินเฟ้อช่วงครึ่งปีแรกสูงมาก แต่พอครึ่งปีหลัง เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันลดลงประกอบกับรัฐบาลมี 6 มาตร การ 6 เดือนออกมาช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน ทำให้ตั้งแต่เดือน ส.ค. ได้รับผลดี และปรับตัวลดลงต่อเนื่องจนถึงปลายปี

นายศิริพล กล่าวว่า เงินเฟ้อในปี 52 กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าจะเฉลี่ยทั้งปีที่ 0-1.2% บนสมมุติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 50-60 เหรียญสหรัฐ และอัตราแลกเปลี่ยนที่ 35-36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่หากรัฐบาลยกเลิก 6 มาตรการฯ อาจทำให้เงินเฟ้อปรับเพิ่มเล็กน้อย เพราะแรงกดดันจากราคาน้ำมันมีไม่มาก แต่หาก ราคาน้ำมันปรับตัวลดต่ำกว่า 50 เหรียญต่อบาร์เรล จะทำให้เงินเฟ้อมีโอกาสติดลบถึง 0.5% ได้

ที่กระทรวงพาณิชย์มองเงินเฟ้อปีนี้ต่ำที่ 0-1.2% นั้น เพราะแรงกดดันจากราคาน้ำมันไม่มีเหมือนปีที่ผ่านมา ทำให้คนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น เพราะไม่ต้องจ่ายเงินซื้อน้ำมันมาก แต่คงไม่ถึงขั้นเงินฝืด เพราะการเกิดเงินฝืด ไม่ใช่อยู่ที่เงินเฟ้อต่ำเพียงอย่างเดียว ต้องมองปัจจัยอื่นประกอบด้วยว่าแรงงานว่างงานมีมากหรือไม่ เศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างไร แต่เงินเฟ้อที่ต่ำขณะนี้ เป็นการสะท้อนว่าราคาสินค้าไม่เพิ่มขึ้น คนก็ยังใช้สอย เพราะมีเงินจากการที่ราคาน้ำมันถูกลง

สำหรับเงินเฟ้อพื้นฐานของประเทศในเดือน ธ.ค. 51 ที่หักรายการน้ำมันและสินค้ากลุ่มอาหารสดออก เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย. 51 ลดลง 0.1% เทียบกับเดือน พ.ย. 50 สูงขึ้น 1.8% และ เมื่อเทียบเฉลี่ยทั้งปี 51 กับปีก่อนสูงขึ้น 2.4%.

ที่มา: http://news.sanook.com/economic/economic_334421.php

คำถาม??

1. สาเหตุที่ทำให้ไทยเกิดภาวะเงินเฟ้อในปี 2551คือ ? และยังส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคอย่างไร?

2.ในปี 2551 ไทยเกิดภาวะเงินเฟ้อทั้งขึ้นและลง เนื่องจากวิกฤตการณ์ใดของโลก? และรัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างไร?

3.ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยในปีหน้าเกิดทั้งภาวะเงินเฟ้อและเงินฝืด คืออะไร?