วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

'ศุภวุฒิ'คาดจีดีพีโต 1.5% จี้รัฐเร่งตลาดในประเทศ

จัดทำโดย นางสาวอโนมา อาแซ เลขทะเบียน 4901202093


บล.ภัทร คาดจีดีพีโต 1.5% ระบุมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลกระตุ้นได้แค่ 1% ของจีดีพี ขณะที่การส่งออกที่เสียไปสูงถึง 5%
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัย บล.ภัทร กล่าวในการสัมมนา "ส่องกล้องเศรษฐกิจการลงทุนปี 2552" ว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะขยายตัวได้ 1.5% จากปีก่อนที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.7% ซึ่งแม้ว่าการใช้จ่ายของรัฐบาลในปีนี้ อาจจะขยายตัวได้ถึง 4.7% จากปีก่อน แต่งบประมาณรัฐบาลที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 1.15 แสนล้านบาท จะมีงบประมาณที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงเพียงประมาณ 95,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1% ของจีดีพีเท่านั้น
สัดส่วนงบประมาณที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจเพียง 1% ดังกล่าวถือว่าน้อยมาก หากเทียบกับความสูญเสียของภาคการส่งออกที่จะทำให้จีดีพีหายไปประมาณ 5% ในกรณีที่การส่งออกขยายตัวได้ 0% ในปีนี้ เท่ากับจีดีพีหายไปถึง 4% อีกทั้งหากการส่งออกขยายตัวติดลบหลายเดือนต่อกัน ความเสียหายของภาคการส่งออกก็จะเลวร้ายกว่าที่คาดไว้ที่ 5% ดังนั้น การพึ่งรัฐบาลอย่างเดียวจึงยากที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากเหมือนในอดีต
อย่างไรก็ตาม ในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับวัตถุประสงค์หลัก 2 ด้าน อย่างแรก คือ แรงงานที่มีทักษะของไทยกำลังจะตกงานเพิ่มขึ้น ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลจึงต้องแก้ปัญหาดังกล่าว ส่วนปัญหาที่สอง คือ การที่ราคาสินค้าเกษตรปรับลดลงส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรที่มีรายได้ต่ำอยู่แล้ว ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องดำเนินนโยบายที่สามารถบรรเทาปัญหาของสองกลุ่มหลักนี้ให้ได้
นอกจากนี้ ในระยะยาว รัฐบาลต้องคำนึงว่าประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกมากเกินไปในช่วงที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันไทยไม่สามารถพึ่งพาการส่งออกได้มากเหมือนที่ผ่านมาแล้ว ทำให้การขยายตัวของการส่งออกของไทยในระยะต่อไปก็ไม่น่าจะเติบโตได้มากเหมือนในอดีต ดังนั้น รัฐบาลต้องพยายามขยายตลาดภายในประเทศให้มากขึ้น ซึ่งก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าตลาดภายในประเทศอะไรที่ไทยควรขยายให้มากขึ้น
"ถ้ารัฐบาลสามารถชี้นำให้ชัดเจนว่าจะพัฒนาตลาดในประเทศตรงไหน และร่วมลงทุนกับภาคเอกชน ก็จะเห็นทิศทางการพัฒนาได้ ก็เป็นสิ่งที่จะช่วยในการเติบโตเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้นได้"
ส่วนผลกระทบต่อวินัยการคลังจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยงบประมาณภาครัฐนั้น ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 37-38% ซึ่งหากรัฐบาลทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องในปีหน้าในอัตราใกล้เคียงกับปีนี้ ก็มีโอกาสที่หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 42-46% ซึ่งยังต่ำกว่าระดับที่อันตรายที่ 55% อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลดำเนินนโยบายขาดดุลมากจนทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มไปถึงระดับ 55% จะทำให้รัฐบาลมีเงินเหลือดำเนินนโยบายต่างๆ ได้ยากมากขึ้น เพราะจะมีภาระภาษีสูงตามภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น
ดร.ศุภวุฒิ กล่าวเห็นด้วยกับข้อเสนอของนักวิชาการหลายท่าน ที่เสนอให้เก็บภาษีมรดกว่าเป็นวิธีการที่ดีในการนำรายได้เข้ารัฐเพิ่มขึ้น แต่ว่าการนำนโยบายนี้ไปใช้ก็อาจจะยาก เพราะกระทบกับคนที่มีรายได้สูงในประเทศทั้งนี้ ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกของไทยในครั้งนี้ จะส่งผลแตกต่างจากช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เนื่องจากครั้งนี้จะกระทบกับคนจน ซึ่งจะถูกปลดออกจากงาน เนื่องจากธุรกิจส่งออกมีความต้องการลดลง โดยที่ภาคเกษตรก็ไม่สามารถรองรับได้เหมือนในอดีต เพราะปัจจุบันราคาสินค้าเกษตรลดลงมาก อย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้ไม่น่าจะทำให้เกิดภาวะเงินฝืด
สำหรับความเสี่ยงเศรษฐกิจของไทย นอกจากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกแล้ว ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่าปัจจัยการเมืองเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะยังไม่รู้ว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่ได้นานแค่ไหน อีกทั้ง ยังมีคำถามสำหรับนักลงทุนต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนโดยตรง (FDI) ว่า หากประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ นักลงทุนจะเชื่อมั่นได้หรือไม่ว่ากลไกการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ จะยังคงเดินไปได้ดีเหมือนในช่วงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลในขณะนี้
1.ในช่วงที่ผ่านมานั้นเพื่อรักษาเสถียรภาพในด้านเศรษฐกิจประเทศไทยพึ่งพาปัจจัยใดมากเกินไป และเพราะเหตุใดในปัจจุบันรัฐบาลจึงไม่สามารถมุ่งไปยังปัจจัยนั้นได้อย่างในอดีต
2.รัฐบาลควรจะแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ และมีนโยบายที่จะช่วยในการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังอยู่ในสภาวะขาดดุลและมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นนั้นอย่างไร

ไม่มีความคิดเห็น: