จัดทำโดย นางสาวศรีกัญญา แสงทองเลขทะเบียน 4901202082
คลังยังเพ้อคาดหวังจีดีพีโต 2% ทีดีอาร์ไอไม่คาด หวังธุรกิจไหนจะเล็ดลอดไปได้
นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.คลัง กล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจในปีหน้าจะขยายตัวต่ำในระดับ 2% ตามที่หลายฝ่ายออกมาคาดการณ์ เนื่องจากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองซึ่งนำไปสู่การปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างมาก เบื้องต้นสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อไปอีกประมาณ 3 เดือนจะทำให้รายได้ประเทศสูญเสียนับแสนล้านบาท “ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ความเชื่อมั่นของประเทศเสียไปและต้องใช้เวลานานกว่า 1 ปี จึงจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้ ฉะนั้น จึงเป็นไปได้ว่าจีดีพีของไทยในปีหน้าจะขยายตัวได้ต่ำหรือประมาณ 2% อย่างที่หลายฝ่ายคาด”
ส่วนงบขาดดุลเพิ่มเติม 100,000 ล้านบาทที่รัฐบาลจะนำมากระตุ้นเศรษฐกิจในปีหน้าอาจต้องล่าช้าและอาจเป็นเพียงแผ่นกระดาษ เพราะไม่แน่ใจในขั้นตอนการอนุมัติงบประมาณดังกล่าว หลังจากเหตุการณ์บ้านเมืองมีความวุ่นวายและยังมีคดียุบพรรครวมอยู่ด้วย สำหรับกรณีที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.บริหารราชการแผ่นดินฉุกเฉินนั้นถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องดำเนินการเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีผลอย่างจริงจัง
นายคณิต แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการสถาบัน วิจัยนโยบายเศรษฐกิจ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 52 ที่คาดว่าจะเติบโต 3-4% ของจีดีพีเฉลี่ยที่ 3.5% เพราะได้ตั้งประมาณการที่จะมีอัดฉีดเงินงบประมาณขาดดุลอีก 100,000 ล้านบาท แต่สถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงมาก และส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างมากในไตรมาสสุดท้ายต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า ซึ่งปัจจุบันไทยมีรายได้จากการท่อง เที่ยว 600,000-700,000 ล้านบาทต่อปี จึงมีความเป็นไปได้ที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในปีหน้าจะเหลือเพียง 2% ลดลงจากแต่ละปีที่จะเติบโตได้ 4% ขึ้นไป
นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในระหว่างการเสวนาเรื่อง “ธุรกิจไทยจะอยู่หรือไปปี 2552” ที่จัดโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2552 มีโอกาสขยายตัวต่ำกว่า 2% น้อยกว่าการคาดการณ์ของหลายสำนักที่ประเมินไว้ประมาณ 2-3% เพราะมีปัจจัยลบหลายด้านเข้ามากระทบ และคาดว่าจะมีความรุนแรงมากกว่าทุกฝ่ายคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะวิกฤติการเงินในสหรัฐฯได้ส่งผลกระทบค่อนข้างจะรุนแรงทำให้ สถาบันการเงินล้มธุรกิจหากู้เงินไม่ได้การทำธุรกิจหยุดชะงัก ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯเกิดวิกฤติก็จะกระทบต่อการส่งออกไทย เพราะสหรัฐฯเป็นตลาดหลักการส่งออกของไทย “ขณะที่ภายในประเทศมีปัญหาทางด้านการเมือง แต่เดิมคาดว่าไม่รุนแรงก็กลับมีความรุนแรงมากขึ้นและไม่รู้ว่าจะยุติลงได้อย่างไร ผมไม่กลัวการปฏิวัติเท่ากับการนอง เลือดแต่ก็ไม่อยากให้มีการปฏิวัติซึ่งทางออกนั้น คิดเล่นๆหากพรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวจากรัฐบาล พรรคพลังประชาชนก็ไม่มีเสียงเพียงพอที่จะเป็นรัฐบาลต่อไปได้” นายนิพนธ์กล่าว
นายโชค บูลกุล กรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัทฟาร์มโชคชัย จำกัด กล่าวว่า นักธุรกิจไม่ชอบบรรยากาศสีเทาต้องการให้เกิดความชัดเจนและไม่ควรเอาธุรกิจมารวมกับการเมือง
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปีหน้าบนสมมุติฐานว่าสถานการณ์ทางการเมืองมีการคลี่คลายนั้นน่าจะมีการขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 2-3% ส่วนปัญหาทางการเมืองที่วุ่นวายในขณะนี้ถือว่ามีผลต่อความเชื่อมั่นมาก ด้านปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ถือว่าเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและลึกซึ้งมาก อีกทั้งยังมีความรุนแรงกว่าในอดีตทำให้การแก้ปัญหานั้นเป็นเรื่องที่ยาก
ทั้งนี้ จากปัญหาดังกล่าวทำให้ภาคเอกชนจะต้องดูแลตัวเองมากขึ้นโดยจะต้องมีการควบคุมเรื่องของค่าใช้จ่ายและคุณภาพเป็นหลักรวมทั้งต้องมีการปรับตัวในการทำธุรกิจด้วย ซึ่งที่ผ่านมาทางผู้ประกอบการก็ได้มีการปรับตัวมาระดับหนึ่งแล้ว “การขยายตัวของสินเชื่อแบงก์ปีหน้าตอนนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปแต่จะยังรักษาการเติบโตไว้ให้ได้ โดยน่าจะมีการขยายตัวมากกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ ส่วนสภาพคล่องในขณะนี้ก็ถือว่ายังไม่มีปัญหา
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าธนาคารกรุงเทพเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับกลุ่มพันธมิตรฯนั้น นายโฆสิต กล่าวว่า ธนาคารไม่ได้มีนโยบายที่จะโน้มเอียงไปทางใดทางหนึ่งอีกทั้งสถาบันเอกชน ก็มีผู้บริหารที่เป็นมืออาชีพที่ไม่ได้โน้มเอียง ส่วนหลังจากมีข่าวดังกล่าวออกไปทางธนาคารได้ทำความเข้าใจไปยังทุกฝ่ายแล้วซึ่งก็เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย
ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=113254
*****************************************************************
คำถาม????
1.ความเป็นไปได้ที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในปีหน้าจะเหลือเพียง 2% ลดลงจากอัตราการเจริญเติบโตกี่เปอร์เซ็นต์? เนื่องจากสาเหตุอะไรบ้าง?
2.วิกฤติการของประเทศใดที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย? อย่างไร?
3.จากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจควรจะทำอย่างไรเพื่อให้ธุรกิจดำเนินกิจการต่อไปได้?
3 ความคิดเห็น:
1.ความเป็นไปได้ที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในปีหน้าจะเหลือเพียง 2% ลดลงจากอัตราการเจริญเติบโตกี่เปอร์เซ็นต์? เนื่องจากสาเหตุอะไรบ้าง?
-เศรษฐกิจไทยในปี 52 ที่คาดว่าจะเติบโต 3-4% ของจีดีพีเฉลี่ยที่ 3.5% เพราะได้ตั้งประมาณการที่จะมีอัดฉีดเงินงบประมาณขาดดุลอีก 100,000 ล้านบาท แต่สถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงมาก และส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างมากในไตรมาสสุดท้ายต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า ซึ่งปัจจุบันไทยมีรายได้จากการท่อง เที่ยว 600,000-700,000 ล้านบาทต่อปี จึงมีความเป็นไปได้ที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในปีหน้าจะเหลือเพียง 2% ลดลงจากแต่ละปีที่จะเติบโตได้ 4% ขึ้นไป
2.วิกฤติการของประเทศใดที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย? อย่างไร?
-วิกฤติการเงินในสหรัฐฯได้ส่งผลกระทบค่อนข้างจะรุนแรงทำให้ สถาบันการเงินล้มธุรกิจหากู้เงินไม่ได้การทำธุรกิจหยุดชะงัก
3.จากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจควรจะทำอย่างไรเพื่อให้ธุรกิจดำเนินกิจการต่อไปได้?
-โดยจะต้องมีการควบคุมเรื่องของค่าใช้จ่ายและคุณภาพเป็นหลักรวมทั้งต้องมีการปรับตัวในการทำธุรกิจด้วย ซึ่งที่ผ่านมาทางผู้ประกอบการก็ได้มีการปรับตัวมาระดับหนึ่งแล้ว “การขยายตัวของสินเชื่อแบงก์ปีหน้าตอนนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปแต่จะยังรักษาการเติบโตไว้ให้ได้ โดยน่าจะมีการขยายตัวมากกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ
นางสาวชุษณ๊ ตองอ่อน
5005106002
คณิตการเงิน วิทยาศาสตร์
1.เศรษฐกิจไทยในปี 52 ที่คาดว่าจะเติบโต 3-4% ของจีดีพีเฉลี่ยที่ 3.5% เพราะได้ตั้งประมาณการที่จะมีอัดฉีดเงินงบประมาณขาดดุลอีก 100,000 ล้านบาท แต่สถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงมาก และส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างมากในไตรมาสสุดท้ายต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า ซึ่งปัจจุบันไทยมีรายได้จากการท่อง เที่ยว 600,000-700,000 ล้านบาทต่อปี จึงมีความเป็นไปได้ที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในปีหน้าจะเหลือเพียง 2% ลดลงจากแต่ละปีที่จะเติบโตได้ 4% ขึ้นไป
2.วิกฤติการเงินในสหรัฐฯได้ส่งผลกระทบค่อนข้างจะรุนแรงทำให้ สถาบันการเงินล้มธุรกิจหากู้เงินไม่ได้การทำธุรกิจหยุดชะงัก
3.ต้องมีการควบคุมเรื่องของค่าใช้จ่ายและคุณภาพเป็นหลักรวมทั้งต้องมีการปรับตัวในการทำธุรกิจด้วย ซึ่งที่ผ่านมาทางผู้ประกอบการก็ได้มีการปรับตัวมาระดับหนึ่งแล้ว “การขยายตัวของสินเชื่อแบงก์ปีหน้าตอนนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปแต่จะยังรักษาการเติบโตไว้ให้ได้ โดยน่าจะมีการขยายตัวมากกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ
นางสาวลดาวัลย์ พองาม
เลขทะเบียน 48210277
แสดงความคิดเห็น